ข้ามไปยังตัวบท
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ · ฉบับปรับปรุงล่าสุด

ตัวบทจากฐานข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๖๐

ฉบับปรับปรุงล่าสุด รวมการแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๖๔) ตราไว้ ณ วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก หน้า ๑ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐

๑๖หมวด + บทเฉพาะกาล
๒๗๙มาตรา
๑ครั้งที่แก้ไขเพิ่มเติม
๓มาตราที่ถูกแก้ไข
ตัวบททางการข้อความในกรอบมาตราทั้งหมด คัดลอกจากฐานข้อมูลกฤษฎีกาโดยไม่แก้ถ้อยคำ
มาตราที่แก้ไขเพิ่มเติมมีแถบสีต่างและปุ่ม “เทียบถ้อยคำเดิม”
คำอธิบายของเว็บไซต์กรอบเส้นประ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย

เว็บไซต์นี้จัดทำโดยบุคคลเพื่อให้อ่านง่าย ไม่ใช่เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ หากจะใช้อ้างอิงทางกฎหมาย โปรดตรวจกับฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หัวข้อความรู้ ๑๘ หัวข้อ

คำอธิบายเรื่องการเมืองการปกครองไทย อ้างอิงตัวบทรัฐธรรมนูญและแหล่งทางการ

๐๑ประวัติศาสตร์ & รัฐสภา๒ หัวข้อ
๐๒สถาบันพระมหากษัตริย์ & มรดกชาติ๑ หัวข้อ
๐๓การเมือง การปกครอง๑๒ หัวข้อ
๐๔สัญลักษณ์ชาติ & ยศ๓ หัวข้อ
หัวข้อความรู้

ทำเนียบนายกรัฐมนตรี

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

รายชื่อนายกรัฐมนตรีตั้งแต่คนแรกถึงคนปัจจุบัน เรียงตามลำดับของทำเนียบนายกรัฐมนตรีในเว็บไซต์ E-Museum ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชื่อสะกดตามต้นฉบับ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหลายสมัยนับเป็นคนเดียว รายละเอียดวาระและคณะรัฐมนตรีแต่ละชุดดูได้จากลิงก์ในแต่ละแถว

ลำดับรูปนายกชื่อของนายกพรรคที่อยู่ปีที่เป็นนายกรัฐธรรมนูญฉบับผลงาน / บทบาทสำคัญ
๑
พระยา มโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พระยา มโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๑, ๒, ๓๓ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๔๗๕–๒๔๗๖ธรรมนูญการปกครอง ๒๔๗๕รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕นายกรัฐมนตรีคนแรกภายหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรก
๒
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๔, ๕, ๖, ๗, ๘๕ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
คณะราษฎร
๒๔๗๖–๒๔๘๑รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ผู้นำฝ่ายทหารคนสำคัญในคณะราษฎร เป็นนายกรัฐมนตรีสามสมัย ได้รับสมญานามว่า “เชษฐบุรุษประชาธิปไตย”
๓
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๙, ๑๐, ๒๑, ๒๒, ๒๓, ๒๔, ๒๕, ๒๖๘ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
คณะราษฎร
พรรคธรรมาธิปัตย์
คณะบริหารประเทศชั่วคราว
พรรคเสรีมนังคศิลา
๒๔๘๑–๒๔๘๗
๒๔๙๑–๒๕๐๐
รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๔๙๐รัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ แก้ไข ๒๔๙๕ดำรงตำแหน่งช่วง พ.ศ. ๒๔๘๑–๒๔๘๗ ซึ่งตรงกับสงครามโลกครั้งที่สอง และอีกครั้งช่วง พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๕๐๐ การบริหารโดดเด่นด้วยการส่งเสริมชาตินิยมไทย
๔
พันตรี ควง อภัยวงศ์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พันตรี ควง อภัยวงศ์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๑๑, ๑๔, ๑๙, ๒๐๔ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
คณะราษฎร
พรรคประชาธิปัตย์
๒๔๘๗–๒๔๘๘
๒๔๘๙
๒๔๙๐–๒๔๙๑
รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๔๙๐ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนแรก สมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน
๕
นาย ทวี บุณยเกตุ
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย ทวี บุณยเกตุคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๑๒๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
คณะราษฎร
๒๔๘๘รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕หนึ่งในคณะราษฎรสายพลเรือนและขบวนการเสรีไทย ผู้ก่อตั้งคุรุสภา
๖
หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมชคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๑๓, ๓๕, ๓๗, ๓๘๔ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
ขบวนการเสรีไทย
พรรคประชาธิปัตย์
๒๔๘๘–๒๔๘๙
๒๕๑๘
๒๕๑๙
รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเข้าสู่การเมืองเคยเป็นผู้พิพากษาและเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา
๗
นาย ปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย ปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๑๕, -, ๑๖๓ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคสหชีพ
๒๔๘๙รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๔–๒๔๘๘ ผู้ริเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และธนาคารแห่งประเทศไทย
๘
พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๑๗, ๑๘๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคแนวรัฐธรรมนูญ
๒๔๘๙–๒๔๙๐รัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙นายทหารเรือ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง
๙
นาย พจน์ สารสิน
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย พจน์ สารสินคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๒๗๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๕๐๐–๒๕๐๑รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ แก้ไข ๒๔๙๕นักการทูต อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น
๑๐
จอมพล ถนอม กิตติขจร
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
จอมพล ถนอม กิตติขจรคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๒๘, ๓๐, ๓๑, ๓๒๔ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคชาติสังคม
คณะปฏิวัติ
พรรคสหประชาไทย
๒๕๐๑
๒๕๐๖–๒๕๑๖
รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ แก้ไข ๒๔๙๕ธรรมนูญการปกครอง ๒๕๐๒รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๑ธรรมนูญการปกครอง ๒๕๑๕ปกครองในระบอบเผด็จการทหาร จนเกิดเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงลาออกและลี้ภัยไปต่างประเทศ
๑๑
จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๒๙๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
คณะปฏิวัติ
๒๕๐๒–๒๕๐๖ธรรมนูญการปกครอง ๒๕๐๒หัวหน้าคณะปฏิวัติที่ทำรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐ และ ๒๕๐๑ นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ถึงแก่อสัญกรรมขณะดำรงตำแหน่ง
๑๒
นาย สัญญา ธรรมศักดิ์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย สัญญา ธรรมศักดิ์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๓๓, ๓๔๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๕๑๖–๒๕๑๘ธรรมนูญการปกครอง ๒๕๑๕รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗นักกฎหมาย เคยเป็นประธานศาลฎีกาและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี
๑๓
พลตรีหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลตรีหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมชคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๓๖๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคกิจสังคมPublic domain
๒๕๑๘–๒๕๑๙รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ผู้ก่อตั้งพรรคกิจสังคม ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ และได้รับประกาศจากยูเนสโกเป็นบุคคลสำคัญของโลก
๑๔
นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย ธานินทร์ กรัยวิเชียรคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๓๙๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๕๑๙–๒๕๒๐รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๙นักกฎหมาย ภายหลังเป็นองคมนตรี
๑๕
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๔๐, ๔๑๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
กองทัพ
อิสระ
๒๕๒๐–๒๕๒๓ธรรมนูญการปกครอง ๒๕๒๐รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑นโยบายเด่น ได้แก่ การพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) การก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง
๑๖
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๔๒, ๔๓, ๔๔๓ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
กองทัพ
อิสระ
๒๕๒๓–๒๕๓๑รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีความพยายามก่อรัฐประหาร เช่น กบฏเมษาฮาวาย (๒๕๒๔) และกบฏ ๙ กันยา (๒๕๒๘) ภายหลังได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษและเป็นประธานองคมนตรี
๑๗
พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๔๕, ๔๖๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคชาติไทยCC BY-SA 4.0
๒๕๓๑–๒๕๓๔รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑หัวหน้าพรรคชาติไทยและพรรคชาติพัฒนา เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง
๑๘
นาย อานันท์ ปันยารชุน
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย อานันท์ ปันยารชุนคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๔๗, ๔๙๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๕๓๔–๒๕๓๕
๒๕๓๕
ธรรมนูญการปกครอง ๒๕๓๔รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔นักการทูต ดำรงตำแหน่งหลังรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๓๔ และหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ
๑๙
พลเอก สุจินดา คราประยูร
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก สุจินดา คราประยูรคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๔๘๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๕๓๕รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔อดีตผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ทำรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๓๔
๒๐
นาย ชวน หลีกภัย
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย ชวน หลีกภัยคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๐, ๕๓๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคประชาธิปัตย์
๒๕๓๕–๒๕๓๘
๒๕๔๐–๒๕๔๔
รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นประธานรัฐสภาและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
๒๑
นาย บรรหาร ศิลปอาชา
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย บรรหาร ศิลปอาชาคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๑๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคชาติไทยCC BY-SA 4.0
๒๕๓๘–๒๕๓๙รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔หัวหน้าพรรคชาติไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี
๒๒
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๒๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคความหวังใหม่
๒๕๓๙–๒๕๔๐รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ อดีตผู้บัญชาการทหารบก
๒๓
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๔, ๕๕๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคไทยรักไทย
๒๕๔๔–๒๕๔๙รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยซึ่งได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๔ นโยบายเด่น เช่น การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
๒๔
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๖๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
อิสระ
๒๕๔๙–๒๕๕๑รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐อดีตผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภายหลังเป็นประธานองคมนตรี
๒๕
นาย สมัคร สุนทรเวช
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย สมัคร สุนทรเวชคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๗๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคพลังประชาชน
๒๕๕๑รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มีส่วนวางรากฐานด้านคมนาคม เช่น ทางด่วน ถนนวงแหวน และรถไฟลอยฟ้า
๒๖
นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๗, ๕๘๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคพลังประชาชน
๒๕๕๑รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐อดีตผู้พิพากษาและปลัดกระทรวงยุติธรรม ระหว่างดำรงตำแหน่งใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นที่ทำการแทนทำเนียบรัฐบาล
๒๗
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๙๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคประชาธิปัตย์
๒๕๕๑–๒๕๕๔รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ขณะอายุ ๔๔ ปี
๒๘
นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๖๐๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคเพื่อไทยPublic domain
๒๕๕๔–๒๕๕๗รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหญิงคนแรก
๒๙
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๖๑, ๖๒๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
คณะรักษาความสงบแห่งชาติPublic domain
อิสระ
๒๕๕๗–๒๕๖๖รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ทำรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๕๗ ภายหลังเป็นองคมนตรี
๓๐
นาย เศรษฐา ทวีสิน
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย เศรษฐา ทวีสินคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๖๓๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคเพื่อไทยPublic domain
๒๕๖๖–๒๕๖๗รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย
๓๑
นางสาว แพทองธาร ชินวัตร
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นางสาว แพทองธาร ชินวัตรคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๖๔๑ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคเพื่อไทยPublic domain
๒๕๖๗–๒๕๖๘รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในวันที่ได้รับแต่งตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘
๓๒
นาย อนุทิน ชาญวีรกูล
ภาพ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี · ภาพจากเว็บไซต์ทางการ
นาย อนุทิน ชาญวีรกูลคณะรัฐมนตรีคณะที่ ๖๕, ๖๖๒ คณะรัฐมนตรี ประวัติทางการ ↗
พรรคภูมิใจไทย
๒๕๖๘–ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง

ภาพนายกรัฐมนตรีเป็นภาพทางการจากทำเนียบนายกรัฐมนตรีใน E-Museum ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ลิขสิทธิ์ของหน่วยงานเจ้าของภาพ แหล่งที่มาอยู่ใต้ภาพแต่ละภาพ)

หอภาพเหมือนนายกรัฐมนตรี

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

เดินชมภาพนายกรัฐมนตรีทั้ง ๓๒ คนตามลำดับ จัดเป็นคู่หันหน้าเข้าหากัน ลากหรือปัดไปทางข้าง กดปุ่ม ‹ › หรือแตะรางด้านล่างเพื่อข้ามไป

คณะองคมนตรี

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี (มาตรา ๑๐)

๑ประธานองคมนตรีมาตรา ๑๐
ไม่เกิน ๑๘องคมนตรีอื่นมาตรา ๑๐

หน้าที่

ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๐)

ความเป็นกลางทางการเมือง

องคมนตรีต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่เป็นสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ (มาตรา ๑๒)

ถวายสัตย์ปฏิญาณ

ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๓)

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๑๐ตัวบททางการ

พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี

คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๑๑ตัวบททางการ

การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง

ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา)

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

รัฐสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ตรากฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (มาตรา ๗๙) โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา (มาตรา ๘๐)

๕๐๐สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตรา ๘๓
๔๐๐ + ๑๐๐แบ่งเขตเลือกตั้ง + บัญชีรายชื่อมาตรา ๘๓
๒๐๐สมาชิกวุฒิสภามาตรา ๑๐๗
๔ ปีอายุสภาผู้แทนราษฎรมาตรา ๙๙
๕ ปีอายุวุฒิสภามาตรา ๑๐๙
กึ่งหนึ่งองค์ประชุมของแต่ละสภามาตรา ๑๒๐

สภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ใช้บัตรเลือกตั้งแบบละหนึ่งใบ ตามมาตรา ๘๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔ ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดและอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี (มาตรา ๙๗)

วุฒิสภา

สมาชิกมาจากการเลือกกันเองของบุคคลในกลุ่มความรู้ ความเชี่ยวชาญ อาชีพ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ (มาตรา ๑๐๗) ส่วนวุฒิสภาในวาระเริ่มแรกมีสองร้อยห้าสิบคนตามบทเฉพาะกาล (มาตรา ๒๖๙)

การตรากฎหมาย

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติจะตราเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา (มาตรา ๘๑)

การควบคุมรัฐบาล

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้ (มาตรา ๑๕๑)

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา

สองสภาประชุมร่วมกันในกรณีที่มาตรา ๑๕๖ กำหนด เช่น การแถลงนโยบาย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา

การเปิด–ปิดประชุม

พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม (มาตรา ๑๒๒)

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๗๙ตัวบททางการ

รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

บุคคลจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได้

มาตรา ๘๓ตัวบททางการ (บางวรรค)

สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ

ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี)

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรฝ่ายบริหาร ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน (มาตรา ๑๕๘)

๑ + ๓๕นายกรัฐมนตรี + รัฐมนตรีอื่นสูงสุดมาตรา ๑๕๘
๘ ปีนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรวมกันได้ไม่เกินมาตรา ๑๕๘
๓๕ ปีอายุขั้นต่ำของรัฐมนตรีมาตรา ๑๖๐
๓ ชื่อรายชื่อผู้ที่พรรคเสนอเป็นนายกฯ ได้สูงสุดมาตรา ๘๘

นายกรัฐมนตรีมาจากไหน

  1. ก่อนเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัคร (มาตรา ๘๘)
  2. สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ จากรายชื่อของพรรคที่มีสมาชิกได้รับเลือกไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (มาตรา ๑๕๙)
  3. ทรงแต่งตั้ง ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (มาตรา ๑๕๘)
  4. แถลงนโยบาย คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (มาตรา ๑๖๒)

บทเฉพาะกาลมาตรา ๒๗๒ กำหนดว่าในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

พระราชกำหนด

ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้ตราพระราชกำหนดใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ แล้วต้องเสนอต่อรัฐสภาในการประชุมคราวต่อไป (มาตรา ๑๗๒)

การลงนามรับสนอง

บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา ๑๘๒)

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๑๕๘ตัวบททางการ

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙

ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง

คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

รายชื่อด้านล่างเป็นภาพ ณ วันที่ดึงข้อมูล จากเว็บไซต์รัฐบาลไทย เรียงตามลำดับที่เว็บไซต์แสดง รวมตำแหน่งของแต่ละคนไว้ในการ์ดเดียว หากมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลังวันดังกล่าว รายชื่อนี้จะไม่เป็นปัจจุบัน โปรดตรวจกับแหล่งอ้างอิงด้านล่าง

คนที่ ๓๒นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีตามเว็บไซต์รัฐบาลไทย
๔๑ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (บางคนดำรงสองตำแหน่ง)ตามเว็บไซต์รัฐบาลไทย
๓๕ คนจำนวนบุคคล (นับไม่ซ้ำ)คำนวณจากรายชื่อ
๓๕ คนมีภาพบุคคลภาพดึง ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙
  • รองนายกรัฐมนตรี ๗ ตำแหน่ง
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ๔ ตำแหน่ง
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ๑๙ ตำแหน่ง
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ๑๐ ตำแหน่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • นายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
  • รองนายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ภาพ: SMART LIVE · CC BY 3.0
นายทรงศักดิ์ ทองศรี
นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  • รองนายกรัฐมนตรี
ภาพ: พบเมืองไทย NEWS RAYONG ONLINE · CC BY 3.0
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
  • รองนายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ภาพ: UN Trade and Development (UNCTAD) · CC BY-SA 4.0
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
  • รองนายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ภาพ: OIST from Onna Village, Japan · CC BY 2.0
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
  • รองนายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ภาพ: Claudio Centonze / European Union, 2026 / EC - Audiovisual Service · CC BY 4.0
นายปกรณ์ นิลประพันธ์
นายปกรณ์ นิลประพันธ์
  • รองนายกรัฐมนตรี
ภาพ: MGR Online VDO · CC BY-SA 4.0
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
  • รองนายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ภาพ: KrebsLovesFiesh · CC BY-SA 4.0
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภาพ: SMART LIVE YouTube Channel · CC BY 3.0
นายนภินทร ศรีสรรพางค์
นายนภินทร ศรีสรรพางค์
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภาพ: Channel8Thailand · CC BY 3.0
นายภราดร ปริศนานันทกุล
นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสุขสมรวย วันทนียกุล
นางสุขสมรวย วันทนียกุล
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ภาพ: Department of Defense · Public domain
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ภาพ: MGR Online VDO · CC BY 3.0
นายนิกร โสมกลาง
นายนิกร โสมกลาง
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภาพ: Ministry of Economy, Trade and Industry, Japan · CC BY 4.0
นายวัชระพล ขาวขำ
นายวัชระพล ขาวขำ
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสรรเพชญ บุญญามณี
นายสรรเพชญ บุญญามณี
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายไชยชนก ชิดชอบ
นายไชยชนก ชิดชอบ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ภาพ: เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทย · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุชาติ ชมกลิ่น
นายสุชาติ ชมกลิ่น
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ภาพ: Ministry of Economy, Trade and Industry of Japan · CC BY 4.0
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ภาพ: MGR Online VDO · CC BY 3.0
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
ภาพ: KrebsLovesFiesh · CC BY-SA 4.0
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ภาพ: U.S. Embassy, Bangkok · Public domain
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ภาพ: U.S. Embassy Bangkok · Public domain
นายวราวุธ ศิลปอาชา
นายวราวุธ ศิลปอาชา
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ภาพ: Pinitkarn Tulachom · Public domain

รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๘ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน บุคคลคนเดียวอาจดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่าหนึ่งตำแหน่งได้ จำนวนตำแหน่งจึงมากกว่าจำนวนบุคคล

กระทรวงและส่วนราชการ

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

การจัดระเบียบราชการระดับกระทรวงกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ม. ๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง รายการด้านล่างนำมาจากฉบับปรับปรุงล่าสุด สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง

  1. สำนักนายกรัฐมนตรี
  2. กระทรวงกลาโหม
  3. กระทรวงการคลัง
  4. กระทรวงการต่างประเทศ
  5. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  6. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  7. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  8. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  9. กระทรวงคมนาคม
  10. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  11. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  12. กระทรวงพลังงาน
  13. กระทรวงพาณิชย์
  14. กระทรวงมหาดไทย
  15. กระทรวงยุติธรรม
  16. กระทรวงแรงงาน
  17. กระทรวงวัฒนธรรม
  18. กระทรวงศึกษาธิการ
  19. กระทรวงสาธารณสุข
  20. กระทรวงอุตสาหกรรม

รวม ๒๐ รายการ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ (ฉบับปรับปรุงล่าสุด ไม่รวมอนุมาตราที่ยกเลิกแล้ว)

รัฐมนตรีกับกระทรวง

คณะรัฐมนตรีมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นไม่เกินสามสิบห้าคน (มาตรา ๑๕๘)

ตัวบท

พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕ตัวบททางการ (บางวรรค)

ให้มีกระทรวง และส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง ดังต่อไปนี้

ฝ่ายตุลาการ (ศาลไทย)

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๘๘) รัฐธรรมนูญแบ่งศาลออกเป็นสี่ระบบ

ศาลยุติธรรม

มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น (มาตรา ๑๙๔)

ศาลปกครอง

พิจารณาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น (มาตรา ๑๙๗)

ศาลทหาร

พิจารณาคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร และคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา ๑๙๙)

ศาลรัฐธรรมนูญ

วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย และหน้าที่อื่นตามหมวด ๑๑ — ดูหัวข้อศาลรัฐธรรมนูญ

คดีนักการเมือง

ให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา โดยเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเป็นรายคดี (มาตรา ๑๙๕)

ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา

การบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (มาตรา ๑๙๖) และของตุลาการศาลปกครองโดยคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (มาตรา ๑๙๘)

การแต่งตั้ง

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตำแหน่ง (มาตรา ๑๙๐)

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๑๘๘ตัวบททางการ

การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง

มาตรา ๑๙๔ตัวบททางการ (บางวรรค)

ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

ศาลรัฐธรรมนูญ

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเก้าคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง (มาตรา ๒๐๐) มีวาระเจ็ดปีและดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (มาตรา ๒๐๗)

๙ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๐๐
๗ ปีวาระเดียวมาตรา ๒๐๗

ที่มาของตุลาการ ๙ คน (มาตรา ๒๐๐)

ที่มาจำนวน
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา คัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา๓
ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด๒
ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์๑
ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์๑
ผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้รับหรือเคยรับราชการระดับสูง (ไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด)๒

คำวินิจฉัยเด็ดขาด

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันองค์กรของรัฐตามที่มาตรา ๒๑๑ บัญญัติ

ประชาชนยื่นคำร้องได้

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๒๑๓

หน้าที่และอำนาจ

มาตรา ๒๑๐ตัวบททางการ (บางวรรค)

ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

(๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ

(๓) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา ๒๑๕) รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ห้าองค์กร กรรมการทุกองค์กรพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา มีวาระเจ็ดปีและดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

องค์กรจำนวนวาระมาตรา
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)๗๗ ปี วาระเดียวมาตรา ๒๒๒–๒๒๗
ผู้ตรวจการแผ่นดิน๓๗ ปี วาระเดียวมาตรา ๒๒๘–๒๓๑
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)๙๗ ปี วาระเดียวมาตรา ๒๓๒–๒๓๗
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน๗๗ ปี วาระเดียวมาตรา ๒๓๘–๒๔๕
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)๗๗ ปี วาระเดียวมาตรา ๒๔๖–๒๔๗

คุณสมบัติทั่วไป

นอกจากคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละองค์กร ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามทั่วไปตามมาตรา ๒๑๖

องค์กรอัยการ

องค์กรอัยการอยู่ในหมวด ๑๓ แยกจากหมวดองค์กรอิสระ มีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย (มาตรา ๒๔๘)

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๒๑๕ตัวบททางการ

องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ

ลำดับศักดิ์กฎหมาย

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

กฎหมายไทยมีลำดับชั้น กฎหมายที่อยู่ลำดับต่ำกว่าจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่อยู่ลำดับสูงกว่าไม่ได้ ลำดับด้านล่างเป็นหลักที่ใช้กันทั่วไปในทางกฎหมาย ชั้นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยตรงระบุมาตราไว้ ส่วนชั้นที่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญมีป้าย “หลักทั่วไป”

  1. รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติหรือการกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญย่อมใช้บังคับมิได้ (มาตรา ๕)
  2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตราขึ้นในเรื่องเฉพาะ รายชื่ออยู่ในมาตรา ๑๓๐
  3. พระราชบัญญัติ · พระราชกำหนด · ประมวลกฎหมายพระราชบัญญัติตราโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา (มาตรา ๘๑) พระราชกำหนดใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ (มาตรา ๑๗๒) ส่วนประมวลกฎหมายตราขึ้นในรูปพระราชบัญญัติ หลักทั่วไป
  4. พระราชกฤษฎีกาพระมหากษัตริย์ทรงตราโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย (มาตรา ๑๗๕)
  5. กฎกระทรวงรัฐมนตรีออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติที่ให้อำนาจไว้ หลักทั่วไป
  6. ข้อบัญญัติท้องถิ่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจัดตั้ง ประชาชนในท้องถิ่นเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติได้ (มาตรา ๒๕๔) หลักทั่วไป

ใครตรวจว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย (มาตรา ๒๑๐)

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๕ตัวบททางการ

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (การกระจายอำนาจ)

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ส่วนรูปแบบขององค์กรเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา ๒๔๙)

หน้าที่

ดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการจัดการศึกษา (มาตรา ๒๕๐)

ที่มาของสภาท้องถิ่น

สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง (มาตรา ๒๕๒)

ประชาชนมีส่วนร่วม

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา ๒๕๔)

รูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกฎหมายจัดตั้ง

รูปแบบกฎหมายจัดตั้ง
องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐
เทศบาลพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖
องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗
กรุงเทพมหานครพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘
เมืองพัทยาพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒

การถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นมีกฎหมายกลางคือ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ชื่อกฎหมายทั้งหมดตรวจกับระบบฐานข้อมูลกฎหมายของกฤษฎีกา และแต่ละฉบับมีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๒๔๙ตัวบททางการ (บางวรรค)

ภายใต้บังคับมาตรา ๑ ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติ

ระบบเลือกตั้ง & กกต.

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งสองแบบ คือ แบบแบ่งเขตเลือกตั้งสี่ร้อยคนและแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งร้อยคน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้บัตรเลือกตั้งแบบละหนึ่งใบ ตามมาตรา ๘๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔

๑๘ ปีอายุขั้นต่ำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ในวันเลือกตั้ง)มาตรา ๙๕
๒๕ ปีอายุขั้นต่ำผู้สมัคร ส.ส.มาตรา ๙๗
๒ ใบบัตรแบ่งเขต + บัตรบัญชีรายชื่อมาตรา ๘๓
๗กรรมการการเลือกตั้งมาตรา ๒๒๒

ใครเลือกตั้งได้

ผู้มีสัญชาติไทย (หากแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี) อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง และมีชื่อในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน (มาตรา ๙๕)

แบ่งเขตอย่างไร

นำจำนวนราษฎรทั้งประเทศเฉลี่ยด้วยสี่ร้อยเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน แล้วคำนวณจำนวนสมาชิกของแต่ละจังหวัดตามวิธีในมาตรา ๘๖

บัญชีรายชื่อคำนวณอย่างไร

นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับรวมกันทั้งประเทศมาคำนวณเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรง และให้ผู้สมัครได้รับเลือกเรียงตามลำดับในบัญชี (มาตรา ๙๑) รายละเอียดอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

พรรคที่ส่งผู้สมัครแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกินสามรายชื่อ และ กกต. ประกาศให้ประชาชนทราบ (มาตรา ๘๘)

หน้าที่ของประชาชน

การไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามหมวด ๔ (มาตรา ๕๐)

คณะกรรมการการเลือกตั้ง

กรรมการเจ็ดคน วาระเจ็ดปีและดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (มาตรา ๒๒๒ ๒๒๓) หน้าที่และอำนาจอยู่ในมาตรา ๒๒๔

ตัวบทสำคัญ

มาตรา ๘๓ตัวบททางการ

สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ

ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่

ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

มาตรา ๙๕ตัวบททางการ (บางวรรค)

บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง

(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง

พรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๕ ตารางด้านล่างนับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคจากรายชื่อในระบบสารสนเทศของสภา เป็นภาพ ณ วันที่ดึงข้อมูล จำนวนอาจเปลี่ยนเมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม การย้ายพรรค หรือการพ้นจากสมาชิกภาพ

๔๙๙สมาชิกที่มีรายชื่อในระบบ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๗)ระบบสารสนเทศสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร
๓๙๙ + ๑๐๐แบ่งเขตเลือกตั้ง + บัญชีรายชื่อนับจากรายชื่อ
๒๒พรรคที่มีสมาชิกนับจากรายชื่อ
พรรคแบ่งเขตบัญชีรายชื่อรวม
พรรคภูมิใจไทย๑๗๒๑๙๑๙๑
พรรคประชาชน๘๘๓๒๑๒๐
พรรคเพื่อไทย๕๘๑๖๗๔
พรรคกล้าธรรม๕๖๒๕๘
พรรคประชาธิปัตย์๑๐๑๑๒๑
พรรคไทรวมพลัง๕๑๖
พรรคประชาชาติ๔๑๕
พรรคพลังประชารัฐ๔๑๕
พรรคเศรษฐกิจ๐๓๓
พรรครวมไทยสร้างชาติ๐๒๒
พรรคเพื่อชาติไทย๐๒๒
พรรคไทยสร้างไทย๑๑๒
พรรคทางเลือกใหม่๐๑๑
พรรคประชาธิปไตยใหม่๐๑๑
พรรคมิติใหม่๐๑๑
พรรครวมพลังประชาชน๐๑๑
พรรครวมใจไทย๐๑๑
พรรคเสรีรวมไทย๐๑๑
พรรคโอกาสใหม่๑๐๑
พรรคใหม่๐๑๑
พรรคไทยทรัพย์ทวี๐๑๑
พรรคไทยภักดี๐๑๑

หากจำนวนรวมน้อยกว่าห้าร้อยคน มาตรา ๘๓ วรรคสาม กำหนดว่า ในกรณีที่ตำแหน่งว่างลงและยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อผู้แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ตารางนี้ไม่ได้ระบุว่าพรรคใดเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

สส. และ สว. — รายชื่อสมาชิกรัฐสภา

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นภาพ ณ วันที่ดึงข้อมูล จากแหล่งทางการ เลือกพรรคหรือพิมพ์ชื่อ/จังหวัดเพื่อกรองรายชื่อได้

๕๐๐ คนสส. ตามมาตรา ๘๓ (แบ่งเขต ๔๐๐ + บัญชีรายชื่อ ๑๐๐)ตัวบทรัฐธรรมนูญ
๒๐๐ คนสว. ตามมาตรา ๑๐๗ มาจากการเลือกกันเองตัวบทรัฐธรรมนูญ
ไม่มีพรรคผู้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองสมัครเป็น สว. ไม่ได้ (มาตรา ๑๐๘)ตัวบทรัฐธรรมนูญ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๗ ตามระบบสารสนเทศสมาชิก สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดึงข้อมูลเมื่อ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙ มีรายชื่อ ๔๙๙ คน เรียงตามเลขประจำตัวสมาชิก ชื่อ เขต และพรรคสะกดตามต้นฉบับ มีภาพ ๔๙๙ คน

นางกนกพร เดชเดโช
นางกนกพร เดชเดโช
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล
นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
  • พรรคประชาชาติ
  • จังหวัดนราธิวาส เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกรณ์ จาติกวณิช
นายกรณ์ จาติกวณิช
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกรณ์ มีดี
นายกรณ์ มีดี
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอ่างทอง เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์
นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์
  • พรรคพลังประชารัฐ
  • จังหวัดหนองคาย เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกฤช ศิลปชัย
นายกฤช ศิลปชัย
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์
นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดตรัง เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกฤษฎา หลีนวรัตน์
นายกฤษฎา หลีนวรัตน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์
นายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกัณตภณ ดวงอัมพร
นายกัณตภณ ดวงอัมพร
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์
นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกาญจน์ ตั้งปอง
นายกาญจน์ ตั้งปอง
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดตรัง เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวกาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช
นางสาวกาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์
นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวการณิก จันทดา
นางสาวการณิก จันทดา
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางการดี เลียวไพโรจน์
นางการดี เลียวไพโรจน์
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายการุณย์ คูเจริญชัยกุล
นายการุณย์ คูเจริญชัยกุล
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกิตติ กิตติธรกุล
นายกิตติ กิตติธรกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์
นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน
นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี
นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์
นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร
นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครนายก เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเกรียงยศ สุดลาภา
นายเกรียงยศ สุดลาภา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเกียรติคุณ ต้นยาง
นายเกียรติคุณ ต้นยาง
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายขุนทอง แสนวิเศษ
นายขุนทอง แสนวิเศษ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสระบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายคงกฤช รามศักดิ์
นายคงกฤช รามศักดิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์
นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดระนอง เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางคมคาย อุดรพิมพ์
นางคมคาย อุดรพิมพ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายคริส โปตระนันทน์
นายคริส โปตระนันทน์
  • พรรคเศรษฐกิจ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายคอซีย์ มามุ
นายคอซีย์ มามุ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายคัมภีร์ ชื่นบาน
นายคัมภีร์ ชื่นบาน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์
นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์
นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจรัญ จันทร์แก้ว
นายจรัญ จันทร์แก้ว
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดพัทลุง เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจอมไกร สวัสดิวงศ์
นายจอมไกร สวัสดิวงศ์
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์
นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจำลอง ภูนวนทา
นายจำลอง ภูนวนทา
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล
นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • พรรคไทรวมพลัง
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล
นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์
นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง
นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวจิรัชยา สัพโส
นางสาวจิรัชยา สัพโส
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวจิราพร สินธุไพร
นางสาวจิราพร สินธุไพร
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจีรเดช ศรีวิราช
นายจีรเดช ศรีวิราช
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจุติ ไกรฤกษ์
นายจุติ ไกรฤกษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจูรี นุ่มแก้ว
นายจูรี นุ่มแก้ว
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเจริญ อภิภัทรโกศล
นายเจริญ อภิภัทรโกศล
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุทัยธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ
นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์
นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพังงา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายฉัตร สุภัทรวณิชย์
นายฉัตร สุภัทรวณิชย์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายฉัตรชัย ปิตุเตชะ
นายฉัตรชัย ปิตุเตชะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเฉลิมพงศ์ แสงดี
นายเฉลิมพงศ์ แสงดี
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดภูเก็ต เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวชญาภา สินธุไพร
นางสาวชญาภา สินธุไพร
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวชนกนันท์ ศุภศิริ
นางสาวชนกนันท์ ศุภศิริ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชนกันต์ ทิมาตฤกะ
นายชนกันต์ ทิมาตฤกะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว
นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชนสิษฎ์ ยอดฉิม
นายชนสิษฎ์ ยอดฉิม
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชนะวุธ อุทโท
นายชนะวุธ อุทโท
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชนาธิป ศุภศิริ
นายชนาธิป ศุภศิริ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชยพล สท้อนดี
นายชยพล สท้อนดี
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชยานันท์ เกตุเมฆ
นายชยานันท์ เกตุเมฆ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดหนองบัวลำภู เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชยุต ภุมมะกาญจนะ
นายชยุต ภุมมะกาญจนะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชรัตน์ เนรัญชร
นายชรัตน์ เนรัญชร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล
นางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชลธานี เชื้อน้อย
นายชลธานี เชื้อน้อย
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ
นายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชลพฤกษ วงศ์อรุณนิยม
นายชลพฤกษ วงศ์อรุณนิยม
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชลัฐ รัชกิจประการ
นายชลัฐ รัชกิจประการ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชวน หลีกภัย
นายชวน หลีกภัย
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์
นายชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดลำพูน เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชัชวาล แพทยาไทย
นายชัชวาล แพทยาไทย
  • พรรคไทยสร้างไทย
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชัชวาลล์ คงอุดม
นายชัชวาลล์ คงอุดม
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชัยชนะ เดชเดโช
นายชัยชนะ เดชเดโช
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์
นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: เว็บไซต์พรรคประชาชน · ภาพจากเว็บไซต์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชาญชัย คำจำปา
นายชาญชัย คำจำปา
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชาดา ไทยเศรษฐ์
นายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุทัยธานี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชาตรี หล้าพรหม
นายชาตรี หล้าพรหม
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์
นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชิงชัย ก่อประภากิจ
นายชิงชัย ก่อประภากิจ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดตาก เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชิตพล ไตรสรณกุล
นายชิตพล ไตรสรณกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชุมพล หลักคำ
นายชุมพล หลักคำ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชูเกียรติ จีนาภักดิ์
นายชูเกียรติ จีนาภักดิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง
นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดสุโขทัย เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล
รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเชตวัน เตือประโคน
นายเชตวัน เตือประโคน
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์
นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเชาวลิตร แสงอุทัย
นายเชาวลิตร แสงอุทัย
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย
นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเชิงชาย ชาลีรินทร์
นายเชิงชาย ชาลีรินทร์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสิงห์บุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายไชยชนก ชิดชอบ
นายไชยชนก ชิดชอบ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายซาการียา สะอิ
นายซาการียา สะอิ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนราธิวาส เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายซูการ์โน มะทา
นายซูการ์โน มะทา
  • พรรคประชาชาติ
  • จังหวัดยะลา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเซีย จำปาทอง
นายเซีย จำปาทอง
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางญาณีนาถ เข็มนาค
นางญาณีนาถ เข็มนาค
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ
นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางฐิติมา ฉายแสง
นางฐิติมา ฉายแสง
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์
นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา
นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณรงค์ชัย วีระกุล
นายณรงค์ชัย วีระกุล
  • พรรคไทรวมพลัง
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวณัคนางค์ กุลนาถศิริ
นางสาวณัคนางค์ กุลนาถศิริ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดสุโขทัย เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์
นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวณัฐจิรา อิ่มวิเศษ
นางสาวณัฐจิรา อิ่มวิเศษ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ
นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน
นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร
นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์
นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม
นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรสาคร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐพล กลุ่มเหรียญทอง
นายณัฐพล กลุ่มเหรียญทอง
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล
นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวณัฐยา บุญภักดี
นางสาวณัฐยา บุญภักดี
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์
นายณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ
นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายดาชัย เอกปฐพี
นายดาชัย เอกปฐพี
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ
นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวตรีนุช เทียนทอง
นางสาวตรีนุช เทียนทอง
  • พรรคพลังประชารัฐ
  • จังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช
นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายไตรเทพ งามกมล
นายไตรเทพ งามกมล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายไตรภพ คำเพชร
นายไตรภพ คำเพชร
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปิติ ปิตุเตชะ
นายปิติ ปิตุเตชะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ผู้จัดการออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายไตรสรณคมน์ หนองเรือง
นายไตรสรณคมน์ หนองเรือง
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดมุกดาหาร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ
นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกระบี่ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายทรงพล สุขสมบูรณ์
นายทรงพล สุขสมบูรณ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายทรงศักดิ์ มุสิกอง
นายทรงศักดิ์ มุสิกอง
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
  • พรรคประชาชาติ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายทวี สุระบาล
นายทวี สุระบาล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดตรัง เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย
นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายทองลี มีหินกอง
นายทองลี มีหินกอง
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางทิพา ปวีณาเสถียร
นางทิพา ปวีณาเสถียร
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล
นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเทพฤทธิ์ ภาษี
นายเทพฤทธิ์ ภาษี
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๓๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางเทียบจุฑา ขาวขำ
นางเทียบจุฑา ขาวขำ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธงธรรม เวชยชัย
นายธงธรรม เวชยชัย
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนกร วังบุญคงชนะ
นายธนกร วังบุญคงชนะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข
เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวธนพร วิจันทร์
นางสาวธนพร วิจันทร์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: เว็บไซต์พรรคประชาชน · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนพัฒน์ ศรีชนะ
นายธนพัฒน์ ศรีชนะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดยโสธร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนภัทร ตระกูลภูชัย
นายธนภัทร ตระกูลภูชัย
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนยศ ทิมสุวรรณ
นายธนยศ ทิมสุวรรณ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเลย เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนรัช จงสุทธานามณี
นายธนรัช จงสุทธานามณี
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ
นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดตาก เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนา กิจไพบูลย์ชัย
นายธนา กิจไพบูลย์ชัย
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนาธาร ประมูลพงษ์
นายธนาธาร ประมูลพงษ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธนิก มาสีพิทักษ์
นายธนิก มาสีพิทักษ์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า
  • พรรคกล้าธรรม
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธัญธร ธนินวัฒนาธร
นายธัญธร ธนินวัฒนาธร
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๓๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธุ์
นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธุ์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์
นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธีรศักดิ์ จิระตราชู
นายธีรศักดิ์ จิระตราชู
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายธีระ สุธีวรางกูร
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายธีรัจชัย พันธุมาศ
นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ
นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนพ ชีวานันท์
นายนพ ชีวานันท์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนพพล ผลอำนวย
นายนพพล ผลอำนวย
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนพพล เหลืองทองนารา
นายนพพล เหลืองทองนารา
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนรพล ตันติมนตรี
นายนรพล ตันติมนตรี
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล
นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนรินทร์ คลังผา
นายนรินทร์ คลังผา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ
นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์
นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์
ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์
  • พรรคกล้าธรรม
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต
นางนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี
นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี
  • พรรคใหม่
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางนันทนา สงฆ์ประชา
นางนันทนา สงฆ์ประชา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวนันทวัน วิเชียร
นางสาวนันทวัน วิเชียร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนิกร จำนง
นายนิกร จำนง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายนิกร โสมกลาง
นายนิกร โสมกลาง
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวนิตยา มีศรี
นางสาวนิตยา มีศรี
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายนิยม ช่างพินิจ
นายนิยม ช่างพินิจ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทย · ภาพจากเว็บไซต์
นายบดี เทียนทอง
นายบดี เทียนทอง
  • พรรคพลังประชารัฐ
  • จังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบรม เอ่งฉ้วน
นายบรม เอ่งฉ้วน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางบัวเงิน รอดขันเมือง
นางบัวเงิน รอดขันเมือง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบาฮารุดดีน ยูโซะ
นายบาฮารุดดีน ยูโซะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์
นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวบุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฏฐา
นางสาวบุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฏฐา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทย · ภาพจากเว็บไซต์
นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา
นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบุญรวี ยมจินดา
นายบุญรวี ยมจินดา
  • พรรครวมใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบุญลือ ประเสริฐโสภา
นายบุญลือ ประเสริฐโสภา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบุญเลิศ แสงพันธุ์
นายบุญเลิศ แสงพันธุ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ
นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวเบญญา มุ่งเจริญพร
นางสาวเบญญา มุ่งเจริญพร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปกรณ์ จีนาคำ
นายปกรณ์ จีนาคำ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางปทิดา ตันติรัตนานนท์
นางปทิดา ตันติรัตนานนท์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปรเมษฐ์ จินา
นายปรเมษฐ์ จินา
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายประภัตร โพธสุธน
นายประภัตร โพธสุธน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ
นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดสุโขทัย เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายประมวล สุธีจารุวัฒน
นายประมวล สุธีจารุวัฒน
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์
นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายประวัติ ทองสมบูรณ์
นายประวัติ ทองสมบูรณ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายประสาท ตันประเสริฐ
นายประสาท ตันประเสริฐ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายประสิทธิ์ โนทะ
นายประสิทธิ์ โนทะ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายจักรภพ เพ็ญแข
นายจักรภพ เพ็ญแข
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายปราชญา หงอกชัย
นายปราชญา หงอกชัย
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปรีชา ไข่แก้ว
นายปรีชา ไข่แก้ว
  • พรรคมิติใหม่
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปรีติ เจริญศิลป์
นายปรีติ เจริญศิลป์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวปวิตรา จิตตกิจ
นางสาวปวิตรา จิตตกิจ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๓๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปะดิธ สังขจาย
นายปะดิธ สังขจาย
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปัญญา ชวนบุญ
นายปัญญา ชวนบุญ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสมุทรสาคร เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์
นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปิติกรณ์ บรรณเภสัช
นายปิติกรณ์ บรรณเภสัช
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปิยรัฐ จงเทพ
นายปิยรัฐ จงเทพ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร
นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนครนายก เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข
นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์
นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายไผ่ ลิกค์
นายไผ่ ลิกค์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล
นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล
  • พรรคเพื่อชาติไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน
นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพงษ์มนู ทองหนัก
นายพงษ์มนู ทองหนัก
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว
นายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพงษ์สรณัฐ ทองลี
นายพงษ์สรณัฐ ทองลี
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพชร จันทรรวงทอง
นายพชร จันทรรวงทอง
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพชรกร อรรณนพพร
นายพชรกร อรรณนพพร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพนม โพธิ์แก้ว
นายพนม โพธิ์แก้ว
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์
นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน
นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพรณรงค์ นิลนะมะ
นายพรณรงค์ นิลนะมะ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดหนองบัวลำภู เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพรพิมล ธรรมสาร
นางสาวพรพิมล ธรรมสาร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพลากร พิมพะนิตย์
นายพลากร พิมพะนิตย์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพศิน ปิตุเตชะ
นายพศิน ปิตุเตชะ
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางพัชราวรรณ ภิญโญ
นางพัชราวรรณ ภิญโญ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพัฒนา สัพโส
นายพัฒนา สัพโส
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์
นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ
นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิชญุตม์ พอจิต
นายพิชญุตม์ พอจิต
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุตรดิตถ์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิชัย ชมภูพล
นายพิชัย ชมภูพล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิชานนท์ อิงประสาร
นายพิชานนท์ อิงประสาร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดตราด เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิทักษ์ แสงคำ
นายพิทักษ์ แสงคำ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิพิธ รัตนรักษ์
นายพิพิธ รัตนรักษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์
นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร
นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร
  • พรรคไทรวมพลัง
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์
นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์
นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพิษณุ พลธี
นายพิษณุ พลธี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพีรพล กนกวลัย
นายพีรพล กนกวลัย
  • พรรคเศรษฐกิจ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ
นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสตูล เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์
นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์
นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี
นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์
นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู
นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู
นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร
นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวภคมน หนุนอนันต์
นางสาวภคมน หนุนอนันต์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภราดร ปริศนานันทกุล
นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอ่างทอง เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภัครธรณ์ เทียนไชย
นายภัครธรณ์ เทียนไชย
  • พรรคพลังประชารัฐ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภัณฑิล น่วมเจิม
นายภัณฑิล น่วมเจิม
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพิจิตร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวภัทราวดี นิโรจน์
นางสาวภัทราวดี นิโรจน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวภัสริน รามวงศ์
นางสาวภัสริน รามวงศ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข
นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดตาก เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภุชงค์ สุภัควรางกูร
นายภุชงค์ สุภัควรางกูร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ
นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายมณเฑียร สงฆ์ประชา
นายมณเฑียร สงฆ์ประชา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชัยนาท เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางมนพร เจริญศรี
นางมนพร เจริญศรี
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางมลธิชา ไชยบาล
นางมลธิชา ไชยบาล
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายมารุต ศรีผึ้ง
นายมารุต ศรีผึ้ง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ
จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายยอดชาย พึ่งพร
นายยอดชาย พึ่งพร
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายยุทธนา ศรีตะบุตร
นายยุทธนา ศรีตะบุตร
  • พรรคพลังประชารัฐ
  • จังหวัดหนองคาย เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายยุพราช บัวอินทร์
นายยุพราช บัวอินทร์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายยูนัยดี วาบา
นายยูนัยดี วาบา
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรชตะ ด่านกุล
นายรชตะ ด่านกุล
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรวี เล็กอุทัย
นายรวี เล็กอุทัย
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุตรดิตถ์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวรสรินทร์ ศรัณย์เกตุ
นางสาวรสรินทร์ ศรัณย์เกตุ
  • พรรคโอกาสใหม่
  • จังหวัดอุตรดิตถ์ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรอมฎอน ปันจอร์
นายรอมฎอน ปันจอร์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวรักชนก ศรีนอก
นางสาวรักชนก ศรีนอก
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรังสิมันต์ โรม
นายรังสิมันต์ โรม
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ
นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางรัชนี พลซื่อ
นางรัชนี พลซื่อ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายราเชน ตระกูลเวียง
นายราเชน ตระกูลเวียง
  • พรรคทางเลือกใหม่
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรุ่งเพชร ศรีกาญจนา
นายรุ่งเพชร ศรีกาญจนา
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดหนองบัวลำภู เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรุ่งโรจน์ ทองศรี
นายรุ่งโรจน์ ทองศรี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายรุ่งโรจน์ เย็นสบาย
นายรุ่งโรจน์ เย็นสบาย
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์
นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายฤกษ์ อยู่ดี
นายฤกษ์ อยู่ดี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์
นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ
นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร
นายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ
นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายลุตฟี หะยีอีแต
นายลุตฟี หะยีอีแต
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนราธิวาส เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล
นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล
นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดเลย เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวงศ์วชร ขาวทอง
นายวงศ์วชร ขาวทอง
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ
นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ
  • พรรคไทรวมพลัง
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรงค์ เดชกิจวิกรม
นายวรงค์ เดชกิจวิกรม
  • พรรคไทยภักดี
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรโชติ สุคนธ์ขจร
นายวรโชติ สุคนธ์ขจร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรท เทอดวีระพงศ์
นายวรท เทอดวีระพงศ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพัทลุง เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์
นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรวงศ์ วรปัญญา
นายวรวงศ์ วรปัญญา
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสตูล เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวรายุทธ จงอักษร
นายวรายุทธ จงอักษร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดยโสธร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางพูนสุข โพธิ์สุ
นางพูนสุข โพธิ์สุ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: เดลินิวส์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี
  • พรรคไทรวมพลัง
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสระบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์
นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวัชรพล โตมรศักดิ์
นายวัชรพล โตมรศักดิ์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวัชระพล ขาวขำ
นายวัชระพล ขาวขำ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์
นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวาโย อัศวรุ่งเรือง
นายวาโย อัศวรุ่งเรือง
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิชัย สุดสวาสดิ์
นายวิชัย สุดสวาสดิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิเชียร จงชูวณิชย์
นายวิเชียร จงชูวณิชย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิทวัส ติชะวาณิชย์
นายวิทวัส ติชะวาณิชย์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิทวัส ไตรสรณกุล
นายวิทวัส ไตรสรณกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก
นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดลำพูน เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวินัย ภัทรประสิทธิ์
นายวินัย ภัทรประสิทธิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพิจิตร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิรัช พิมพะนิตย์
นายวิรัช พิมพะนิตย์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิริยะ ทองผา
นายวิริยะ ทองผา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดมุกดาหาร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิโรจน์ สาระวงศ์
นายวิโรจน์ สาระวงศ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาววิลดา อินฉัตร
นางสาววิลดา อินฉัตร
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิศรุต ปู่เพ็ง
นายวิศรุต ปู่เพ็ง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์
นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์
นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวีรนันท์ ฮวดศรี
นายวีรนันท์ ฮวดศรี
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวีรวุธ รักเที่ยง
นายวีรวุธ รักเที่ยง
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์
นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายวุฒากร นุตยกุล
นายวุฒากร นุตยกุล
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ
นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดเลย เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวศศิธร กิตติธรกุล
นางสาวศศิธร กิตติธรกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศักดิ์ ซารัมย์
นายศักดิ์ ซารัมย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ
นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดหนองคาย เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง
นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศิริโรจน์ ธนิกกุล
นายศิริโรจน์ ธนิกกุล
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรสาคร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์
นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพิจิตร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์
นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์
นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภกิจ สีหาภาค
นายศุภกิจ สีหาภาค
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภชัย ใจสมุทร
นายศุภชัย ใจสมุทร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภชัย นพขำ
นายศุภชัย นพขำ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภโชค ศรีสุขจร
นายศุภโชค ศรีสุขจร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภโชติ ไชยสัจ
นายศุภโชติ ไชยสัจ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๙
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ
นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายพงศกร อรรณนพพร
นายพงศกร อรรณนพพร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ
นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ
นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสกลธี ภัททิยกุล
นายสกลธี ภัททิยกุล
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสนอง เทพอักษรณรงค์
นายสนอง เทพอักษรณรงค์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล
นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์
นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุโขทัย เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์
นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดเลย เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ
ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดภูเก็ต เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมชาติ ประดิษฐพร
นายสมชาติ ประดิษฐพร
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมชิด กันธะยา
นายสมชิด กันธะยา
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมบัติ ยะสินธุ์
นายสมบัติ ยะสินธุ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมยศ พลายด้วง
นายสมยศ พลายด้วง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมศักดิ์ บุญประชม
นายสมศักดิ์ บุญประชม
  • พรรคไทรวมพลัง
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล
นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสยาม เพ็งทอง
นายสยาม เพ็งทอง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสรชัด สุจิตต์
นายสรชัด สุจิตต์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสรรเพชญ บุญญามณี
นายสรรเพชญ บุญญามณี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ
นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสฤษดิ์ บุตรเนียร
นายสฤษดิ์ บุตรเนียร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสหัสวัต คุ้มคง
นายสหัสวัต คุ้มคง
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสังคม แดงโชติ
นายสังคม แดงโชติ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสัญญา นิลสุพรรณ
นายสัญญา นิลสุพรรณ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสันติ พร้อมพัฒน์
นายสันติ พร้อมพัฒน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนราธิวาส เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์
นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส
นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
ร้อยตำรวจเอก สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์
ร้อยตำรวจเอก สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พันโท สินธพ แก้วพิจิตร
พันโท สินธพ แก้วพิจิตร
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสิรภพ สมผล
นายสิรภพ สมผล
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์
พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสุขสมรวย วันทนียกุล
นางสุขสมรวย วันทนียกุล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์
นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทย · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุชาติ ชมกลิ่น
นายสุชาติ ชมกลิ่น
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุชาติ ตันเจริญ
นายสุชาติ ตันเจริญ
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช
ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ
นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุทธิชัย จรูญเนตร
นายสุทธิชัย จรูญเนตร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุทัศน์ มีศิริ
นายสุทัศน์ มีศิริ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุทิน คลังแสง
นายสุทิน คลังแสง
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์
นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุพล จุลใส
นายสุพล จุลใส
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ
นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์
นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสุภาพร สลับศรี
นางสุภาพร สลับศรี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดยโสธร เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์
นายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุรทิน พิจารณ์
นายสุรทิน พิจารณ์
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข
นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พลตำรวจโท สุรพล วิรัตน์โยสินทร์
พลตำรวจโท สุรพล วิรัตน์โยสินทร์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์
นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์
นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์
นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่
พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวขัตติยา สวัสดิผล
นางสาวขัตติยา สวัสดิผล
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุริยา แป้นสุขา
นายสุริยา แป้นสุขา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุริยา วงศ์อารีย์
นายสุริยา วงศ์อารีย์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวสุรีย์ ธัมมาตร
นางสาวสุรีย์ ธัมมาตร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุรินทร์ เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายสุไลมาน บือแนปีแน
นายสุไลมาน บือแนปีแน
  • พรรคประชาชาติ
  • จังหวัดยะลา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเสมอกัน เที่ยงธรรม
นายเสมอกัน เที่ยงธรรม
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
  • พรรคเสรีรวมไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายโสภณ ซารัมย์
นายโสภณ ซารัมย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร
นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายหนึ่ง ขัติยะนนท์
นายหนึ่ง ขัติยะนนท์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์
นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายองอาจ วงษ์ประยูร
นายองอาจ วงษ์ประยูร
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดสระบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย
นายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย
  • พรรคเพื่อชาติไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา
นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอดิศร เพียงเกษ
นายอดิศร เพียงเกษ
  • พรรคเพื่อไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์
นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี
นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพัทลุง เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์
นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุชา นาคาศัย
นายอนุชา นาคาศัย
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดชัยนาท เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุชา สะสมทรัพย์
นายอนุชา สะสมทรัพย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุรักษ์ จุรีมาศ
นายอนุรักษ์ จุรีมาศ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุรัตน์ ตันบรรจง
นายอนุรัตน์ ตันบรรจง
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร
นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์
นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสมุทรสาคร เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ
รองศาสตราจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๓๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล
จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอภินันท์ สโมสร
นายอภินันท์ สโมสร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์
นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์
  • พรรครวมพลังประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์
นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดภูเก็ต เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอรรถพล ไตรศรี
นายอรรถพล ไตรศรี
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดพังงา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอรรถพล วงษ์ประยูร
นายอรรถพล วงษ์ประยูร
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดสระบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายอลงกต มณีกาศ
นายอลงกต มณีกาศ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางอวยพรศรี เชาวลิต
นางอวยพรศรี เชาวลิต
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอัคร ทองใจสด
นายอัคร ทองใจสด
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ ๖
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ
นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอัครา พรหมเผ่า
นายอัครา พรหมเผ่า
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล
นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล
  • พรรคเศรษฐกิจ
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอับดุลอายี สาแม็ง
นายอับดุลอายี สาแม็ง
  • พรรคประชาชาติ
  • จังหวัดยะลา เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอัมพร พินะสา
นายอัมพร พินะสา
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล
นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๑๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอานันท์ อมรินทร์
นายอานันท์ อมรินทร์
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย
นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดสมุทรสงคราม เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ
นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดนราธิวาส เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๘
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอำนาจ วิลาวัลย์
นายอำนาจ วิลาวัลย์
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอิทธิพล ชลธราศิริ
นายอิทธิพล ชลธราศิริ
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอิสรพงษ์ อุประ
นายอิสรพงษ์ อุประ
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๗
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอิสรา สุนทรวัฒน์
นายอิสรา สุนทรวัฒน์
  • พรรคประชาธิปัตย์
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายอุดมเดช รัตนเสถียร
นายอุดมเดช รัตนเสถียร
  • พรรคไทยสร้างไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกชัย สืบสารคาม
นายเอกชัย สืบสารคาม
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
  • พรรคภูมิใจไทย
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกพล ณ พัทลุง
นายเอกพล ณ พัทลุง
  • พรรคภูมิใจไทย
  • จังหวัดตรัง เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ
นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ
  • พรรคประชาชน
  • แบบบัญชีรายชื่อ
ภาพ: PPTV (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกรัฐ พลซื่อ
นายเอกรัฐ พลซื่อ
  • พรรคกล้าธรรม
  • จังหวัดร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ ๒
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกราช อุดมอำนวย
นายเอกราช อุดมอำนวย
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๐
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายเอกศักดิ์ หอมชื่น
นายเอกศักดิ์ หอมชื่น
  • พรรคประชาชน
  • จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ ๓
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นางสาวแอนศิริ วลัยกนก
นางสาวแอนศิริ วลัยกนก
  • พรรคประชาชน
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒๕
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์
นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย
นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย
  • พรรคเพื่อไทย
  • จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๑
ภาพ: Thai PBS (ข้อมูลเลือกตั้ง ๒๕๖๙) · ภาพจากเว็บไซต์

ภาพ สว. มาจากเว็บไซต์วุฒิสภา ภาพ สส. มาจากข้อมูลการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๙ ของ Thai PBS และ PPTV และจากเว็บไซต์ของพรรค ส่วน สส. บัญชีรายชื่อ ๘ คนที่เลื่อนขึ้นมาแทนภายหลังและไม่มีภาพในแหล่งข้างต้น ใช้ภาพจากข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับบุคคลนั้น (ตัดเฉพาะบุคคลนั้น) เพราะระบบสารสนเทศสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเข้าไม่ได้จากเครื่องที่ใช้สร้างเว็บ ภาพจะแสดงเฉพาะเมื่อชื่อ-สกุลตรงกันทุกตัวอักษร และจังหวัด เขตเลือกตั้ง หรือพรรคตรงกันด้วย ลิขสิทธิ์ภาพเป็นของเจ้าของภาพ แหล่งที่มาอยู่ใต้ภาพแต่ละภาพ ผู้ที่ยังไม่พบภาพแสดงอักษรแรกของชื่อแทน

ธงชาติไทย

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

ลักษณะของธงชาติไทยกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒ ม. ๕ (๑) ซึ่งเรียกธงชาติอีกอย่างหนึ่งว่า “ธงไตรรงค์”

วาดตามสัดส่วนในกฎหมาย: กว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙ ส่วน แถบแดง–ขาว–น้ำเงินแก่–ขาว–แดง กว้าง ๑ : ๑ : ๒ : ๑ : ๑ ส่วน · กฎหมายระบุชื่อสีแต่ไม่ได้ระบุค่าสี สีบนจอจึงเป็นค่าโดยประมาณ
๖ : ๙ความกว้าง : ความยาวม. ๕ (๑)
๕ แถบตลอดความยาวของผืนธงม. ๕ (๑)
๒ ส่วนแถบสีน้ำเงินแก่ตรงกลางม. ๕ (๑)
๒๘ ก.ย.วันพระราชทานธงชาติไทยเว็บไซต์รัฐบาลไทย

ความหมายของสี

สีแดง

ชาติ และเลือดเนื้อเชื้อไขของคนในชาติ

สีขาว

ศาสนา

สีน้ำเงิน

พระมหากษัตริย์

ความหมายของสีตามข่าวของเว็บไซต์รัฐบาลไทย ส่วนพระราชบัญญัติธงฉบับปัจจุบันกำหนดเฉพาะลักษณะธง ไม่ได้กำหนดความหมายของสี

ประวัติธงชาติตั้งแต่แบบแรก

แต่ละช่วงมีป้ายบอกที่มา ทางการ คือมาจากกฎหมายหรือเว็บไซต์ของรัฐ ส่วน ทุติยภูมิ คือมาจากบทความวิกิพีเดียซึ่งยังไม่ได้ตรวจกับเอกสารชั้นต้น ช่วงก่อนมีกฎหมายธงเป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานบางส่วนยังมีข้อถกเถียง

  1. สมัยกรุงศรีอยุธยา – ต้นรัตนโกสินทร์ ทุติยภูมิ

    ธงสีแดงล้วน

    ใช้ธงสีแดงเป็นเครื่องหมายของเรือสยามโดยทั่วไป ในเวลานั้นยังไม่มีธงชาติตามความหมายในปัจจุบัน

  2. รัชกาลที่ ๑ ทุติยภูมิ

    ธงแดงมีรูปจักรสีขาว

    เพิ่มรูปจักรสีขาวลงในธงแดง สำหรับใช้เป็นธงของเรือหลวง

  3. รัชกาลที่ ๒ ทุติยภูมิ

    ช้างเผือกในวงจักร

    เพิ่มรูปช้างเผือกไว้ภายในวงจักรของธงเรือหลวง ส่วนเรือของเอกชนยังใช้ธงแดงล้วน

  4. รัชกาลที่ ๓ – พ.ศ. ๒๔๕๙ ทุติยภูมิ

    ธงช้างเผือก

    ธงพื้นแดงมีรูปช้างเผือกตรงกลางโดยเอารูปจักรออก ใช้เป็นธงสำหรับชาติสยามต่อมารวมสี่รัชกาล วิกิพีเดียอ้างหลักฐานจากหนังสือพิมพ์และผังธงของชาวตะวันตกในช่วง พ.ศ. ๒๓๗๕–๒๓๘๖

  5. พ.ศ. ๒๔๕๙ รัชกาลที่ ๖ ทุติยภูมิ

    ธงแดงขาว ๕ ริ้ว

    กำหนดให้ใช้เป็นธงค้าขายและธงทั่วไป ใช้อยู่ในช่วงสั้น ๆ ก่อนเปลี่ยนเป็นธงไตรรงค์

  6. ๒๘ กันยายน ๒๔๖๐ รัชกาลที่ ๖ ทางการ

    ธงไตรรงค์

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติ โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ธงไตรรงค์มีแถบสามสี คือ แดง ขาว และน้ำเงิน วันที่ ๒๘ กันยายนจึงเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย

  7. พ.ศ. ๒๔๗๙ และ ๒๔๘๒ ทุติยภูมิ

    รับรองโดยกฎหมาย และเปลี่ยนชื่อเป็นธงชาติไทย

    พระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๔๗๙ รับรองฐานะของธงไตรรงค์ และเมื่อเปลี่ยนชื่อประเทศใน พ.ศ. ๒๔๘๒ ธงชาติสยามจึงเรียกว่าธงชาติไทย

  8. พ.ศ. ๒๕๒๒ – ปัจจุบัน ทางการ

    พระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒

    กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดลักษณะธงชาติไว้ใน ม. ๕ (๑) ตามตัวบทด้านล่าง

ธงอื่นในกฎหมายเดียวกัน

พระราชบัญญัติฉบับเดียวกันยังกำหนดลักษณะธงอื่น เช่น ธงราชนาวี ธงมหาราชใหญ่ และธงราชินีใหญ่

ตัวบทสำคัญ

พระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕ตัวบททางการ (บางวรรค)

ธงที่มีความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทย ได้แก่

(๑) ธงชาติ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๖ ส่วน ยาว ๙ ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น ๕ แถบตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่ กว้าง ๒ ส่วน ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ ๑ ส่วน ต่อจากแถบสีขาวออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ ๑ ส่วน ธงชาตินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธงไตรรงค์”

ยศทหาร

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

ลำดับยศทหารกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ ม. ๔ แบ่งเป็นยศสัญญาบัตรและยศประทวน แยกตามเหล่าทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย

๑. ยศสัญญาบัตร — ลำดับยศและเทียบยศ

ทหารบกทหารเรือทหารอากาศ
จอมพลจอมพลเรือจอมพลอากาศ
พลเอกพลเรือเอกพลอากาศเอก
พลโทพลเรือโทพลอากาศโท
พลตรีพลเรือตรีพลอากาศตรี
พันเอกนาวาเอกนาวาอากาศเอก
พันโทนาวาโทนาวาอากาศโท
พันตรีนาวาตรีนาวาอากาศตรี
ร้อยเอกเรือเอกเรืออากาศเอก
ร้อยโทเรือโทเรืออากาศโท
ร้อยตรีเรือตรีเรืออากาศตรี

แต่ละแถวในตารางคือยศที่เทียบกันระหว่างสามเหล่าทัพ เรียงจากสูงลงต่ำตามตารางในกฎหมาย

๒. ยศประทวน

ทหารบก
  1. นายดาบ
  2. จ่าสิบเอก
  3. จ่าสิบโท
  4. จ่าสิบตรี
  5. สิบเอก
  6. สิบโท
  7. สิบตรี
ทหารเรือ
  1. พันจ่าเอก
  2. พันจ่าโท
  3. พันจ่าตรี
  4. จ่าเอก
  5. จ่าโท
  6. จ่าตรี
ทหารอากาศ
  1. พันจ่าอากาศเอก
  2. พันจ่าอากาศโท
  3. พันจ่าอากาศตรี
  4. จ่าอากาศเอก
  5. จ่าอากาศโท
  6. จ่าอากาศตรี

ตารางยศประทวนในฐานข้อมูลกฤษฎีกามีจำนวนยศแต่ละเหล่าไม่เท่ากัน จึงแสดงเป็นรายการแยกตามเหล่า เรียงจากสูงลงต่ำ โดยไม่จับคู่เทียบระหว่างเหล่า หากต้องการดูการเทียบยศ โปรดดูตารางในตัวบทตามลิงก์ในแหล่งอ้างอิง

ยศและตำแหน่งตำรวจ

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย · กรอบ “ตัวบททางการ” คัดจากตัวบทตามแหล่งอ้างอิงท้ายหัวข้อ · ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ กำหนดลำดับยศตำรวจไว้ใน ม. ๕๔ และตำแหน่งข้าราชการตำรวจประเภทที่มียศไว้ใน ม. ๖๒ ตำแหน่งสูงสุดคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ยศของตำรวจหญิง

ถ้าผู้มียศตำรวจเป็นหญิง ให้เติมคำว่า “หญิง” ท้ายยศ

ว่าที่ยศ

ผู้เป็นว่าที่ยศใดให้ถือเสมือนมียศนั้น

ลำดับยศตำรวจ (ม. ๕๔)

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๕๔ตัวบททางการ

ยศตำรวจมีตามลำดับ ดังต่อไปนี้

พลตำรวจเอก

พลตำรวจโท

พลตำรวจตรี

พันตำรวจเอก

พันตำรวจโท

พันตำรวจตรี

ร้อยตำรวจเอก

ร้อยตำรวจโท

ร้อยตำรวจตรี

ดาบตำรวจ

จ่าสิบตำรวจ

สิบตำรวจเอก

สิบตำรวจโท

สิบตำรวจตรี

ว่าที่ยศใดให้ถือเสมือนมียศนั้น ถ้าผู้ซึ่งมียศตำรวจเป็นหญิง ให้เติมคำว่า “หญิง” ท้ายยศตำรวจนั้นด้วย

ตำแหน่งข้าราชการตำรวจประเภทที่มียศ (ม. ๖๒ วรรคหนึ่ง)

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๖๒ตัวบททางการ (บางวรรค)

ตำแหน่งข้าราชการตำรวจประเภทที่มียศมีดังต่อไปนี้

(๑) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

(๒) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติ

(๓) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรองจเรตำรวจแห่งชาติ

(๔) ผู้บัญชาการและจเรตำรวจ

(๕) รองผู้บัญชาการและรองจเรตำรวจ

(๖) ผู้บังคับการ

(๗) รองผู้บังคับการ

(๘) ผู้กำกับการ

(๙) รองผู้กำกับการและสารวัตรใหญ่

(๑๐) สารวัตร

(๑๑) รองสารวัตร

(๑๒) ผู้บังคับหมู่

(๑๓) รองผู้บังคับหมู่

โครงสร้างรัฐธรรมนูญ

๑๖ หมวด และบทเฉพาะกาล — แตะเพื่อไปยังหมวดนั้น

หมวด ๑บททั่วไปม. ๑–๕ · ๕ มาตราหมวด ๒พระมหากษัตริย์ม. ๖–๒๔ · ๑๙ มาตราหมวด ๓สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยม. ๒๕–๔๙ · ๒๕ มาตราหมวด ๔หน้าที่ของปวงชนชาวไทยม. ๕๐ · ๑ มาตราหมวด ๕หน้าที่ของรัฐม. ๕๑–๖๓ · ๑๓ มาตราหมวด ๖แนวนโยบายแห่งรัฐม. ๖๔–๗๘ · ๑๕ มาตราหมวด ๗รัฐสภาม. ๗๙–๑๕๗ · ๗๙ มาตรา · ๕ ส่วน · มีมาตราที่แก้ไขหมวด ๘คณะรัฐมนตรีม. ๑๕๘–๑๘๓ · ๒๖ มาตราหมวด ๙การขัดกันแห่งผลประโยชน์ม. ๑๘๔–๑๘๗ · ๔ มาตราหมวด ๑๐ศาลม. ๑๘๘–๑๙๙ · ๑๒ มาตรา · ๔ ส่วนหมวด ๑๑ศาลรัฐธรรมนูญม. ๒๐๐–๒๑๔ · ๑๕ มาตราหมวด ๑๒องค์กรอิสระม. ๒๑๕–๒๔๗ · ๓๓ มาตรา · ๖ ส่วนหมวด ๑๓องค์กรอัยการม. ๒๔๘ · ๑ มาตราหมวด ๑๔การปกครองส่วนท้องถิ่นม. ๒๔๙–๒๕๔ · ๖ มาตราหมวด ๑๕การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญม. ๒๕๕–๒๕๖ · ๒ มาตราหมวด ๑๖การปฏิรูปประเทศม. ๒๕๗–๒๖๑ · ๕ มาตราบทเฉพาะกาลบทบัญญัติช่วงเปลี่ยนผ่านม. ๒๖๒–๒๗๙ · ๑๘ มาตรา
คำปรารภ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ตราไว้ ณ วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐

เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

คำปรารภ

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาค ๒๕๖๐ พรรษา ปัจจุบันสมัย จันทรคตินิยม กุกกุฏสมพัตสร จิตรมาส ชุณหปักษ์ ทสมีดิถี สุริยคติกาล เมษายนมาส ฉัฏฐสุรทิน ครุวาร โดยกาลบริเฉท

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลว่า นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา การปกครองของประเทศไทยได้ดำรงเจตนารมณ์ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อเนื่องมาโดยตลอด แม้ได้มีการยกเลิก แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพหรือราบรื่นเรียบร้อยเพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ บางครั้งเป็นวิกฤติทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นำพาหรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชนจนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรม แต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมืองการปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมืองและกาลสมัย ให้ความสำคัญแก่รูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่อาจนำกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคลและสถานการณ์ในยามวิกฤติที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ จึงได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นหลักในการปกครอง และเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น โดยได้กำหนดกลไกเพื่อจัดระเบียบและสร้างความเข้มแข็งแก่การปกครองประเทศขึ้นใหม่ด้วยการจัดโครงสร้างของหน้าที่และอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และสัมพันธภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารให้เหมาะสม การให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต เที่ยงธรรมและมีส่วนในการป้องกันหรือแก้ไขวิกฤติของประเทศตามความจำเป็นและความเหมาะสม การรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนและครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยถือว่าการมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลักการจำกัดตัดสิทธิเสรีภาพเป็นข้อยกเว้น แต่การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เพื่อคุ้มครองส่วนรวม การกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชนเช่นเดียวกับการให้ประชาชนมีหน้าที่ต่อรัฐ การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และการกำหนดมาตรการป้องกันและบริหารจัดการวิกฤติการณ์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนได้กำหนดกลไกอื่น ๆ ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ระบุไว้ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติซึ่งผู้เข้ามาบริหารประเทศแต่ละคณะจะได้กำหนดนโยบายและวิธีดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งยังสร้างกลไกในการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นอย่างร่วมมือร่วมใจกัน รวมตลอดทั้งการลดเงื่อนไขความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศมีความสงบสุขบนพื้นฐานของความรู้รักสามัคคีปรองดอง การจะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้ จำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วนกับหน่วยงานทั้งหลายของรัฐตามแนวทางประชารัฐภายใต้กฎเกณฑ์ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและประเพณีการปกครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะสังคมไทย หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน และหลักธรรมาภิบาล อันจะทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอนจนเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งในทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในการดำเนินการดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้สร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในหลักการและเหตุผลของบทบัญญัติต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญและความหมายโดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสารัตถะของร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเสนอแนะข้อควรแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวกและเป็นการทั่วไป และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในการนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติเสนอประเด็นเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในคราวเดียวกันด้วย การออกเสียงประชามติปรากฏผลว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม และได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมข้อความบางส่วน และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๕๖๐ บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมาแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะบางประเด็นได้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดำริว่าสมควรพระราชทานพระราชานุมัติ

จึงมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ขึ้นไว้ ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตั้งแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป

ขอปวงชนชาวไทย จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ ในอันที่จะปฏิบัติตามและพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิ์พิพัฒนชัยมงคล อเนกศุภผลสกลเกียรติยศสถาพรแก่อาณาประชาราษฎรทั่วสยามรัฐสีมา สมดั่งพระราชปณิธานปรารถนาทุกประการ เทอญ

หมวด ๑

บททั่วไป

มาตรา๑

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

มาตรา๒

ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา๓

อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

มาตรา๔

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน

มาตรา๕

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หมวด ๒

พระมหากษัตริย์

มาตรา๖

องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้

มาตรา๗

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก

มาตรา๘

พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย

มาตรา๙

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์และพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

มาตรา๑๐

พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี

คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

มาตรา๑๑

การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา๑๒

องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการเว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

มาตรา๑๓

ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

มาตรา๑๔

องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก หรือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

มาตรา๑๕

การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์พ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

การจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกา

มาตรา๑๖

ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

มาตรา๑๗

ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๖ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น แต่ต่อมาคณะองคมนตรีพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นสมควรแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และไม่อาจกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งได้ทันการ ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะ ตามลำดับที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกำหนดไว้ก่อนแล้วให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

มาตรา๑๘

ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๗ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือในระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคสอง ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรีเลือกองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

มาตรา๑๙

ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ (พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเคยได้รับการแต่งตั้งและปฏิญาณตนมาแล้ว ไม่ต้องปฏิญาณตนอีก

มาตรา๒๐

ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

มาตรา๒๑

ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๐ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไปแล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

มาตรา๒๒

ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๒๑ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ หรือระหว่างเวลาที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ๆ แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปตามวรรคหนึ่ง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวตามวรรคสอง ให้นำมาตรา ๑๘ วรรคสาม มาใช้บังคับ

มาตรา๒๓

ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๒๑ วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะต้องเป็นหรือทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือมาตรา ๒๒ วรรคสอง และอยู่ในระหว่างที่ไม่มีประธานองคมนตรี หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะองคมนตรีที่เหลืออยู่เลือกองคมนตรีคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานองคมนตรี หรือเป็นหรือทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง แล้วแต่กรณี

มาตรา๒๔

การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทำต่อพระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้

ในระหว่างที่ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตามวรรคหนึ่ง จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนก็ได้

หมวด ๓

สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

มาตรา๒๕

สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๒๖

การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย

กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง

มาตรา๒๗

บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้

มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม

มาตรา๒๘

บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ

การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้

มาตรา๒๙

บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้

ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี

ในคดีอาญา จะบังคับให้บุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองมิได้

คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๓๐

การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ

มาตรา๓๑

บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา๓๒

บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว

การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

มาตรา๓๓

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน

การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถานหรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๓๔

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน

เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น

มาตรา๓๕

บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้

การให้นำข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทำมิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย

เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย

มาตรา๓๖

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆ

การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๓๗

บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก

ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืนนั้น

การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้กระทำเพียงเท่าที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการที่บัญญัติไว้ในวรรคสาม เว้นแต่เป็นการเวนคืนเพื่อนำอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้ประโยชน์เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือมีอสังหาริมทรัพย์เหลือจากการใช้ประโยชน์ และเจ้าของเดิมหรือทายาทประสงค์จะได้คืน ให้คืนแก่เจ้าของเดิมหรือทายาท

ระยะเวลาการขอคืนและการคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนที่มิได้ใช้ประโยชน์ หรือที่เหลือจากการใช้ประโยชน์ให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาท และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

การตรากฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์โดยระบุเจาะจงอสังหาริมทรัพย์หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามความจำเป็น มิให้ถือว่าเป็นการขัดต่อมาตรา ๒๖ วรรคสอง

มาตรา๓๘

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมือง หรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์

มาตรา๓๙

การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้

การถอนสัญชาติของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จะกระทำมิได้

มาตรา๔๐

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น

การตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา

มาตรา๔๑

บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ

(๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

(๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว

(๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

มาตรา๔๒

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด

มาตรา๔๓

บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ

(๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ

(๒) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(๓) เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชนและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(๔) จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน

สิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย

มาตรา๔๔

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

มาตรา๔๕

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกของพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

มาตรา๔๖

สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง

บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

องค์กรของผู้บริโภคตามวรรคสองมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้ง อำนาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๔๗

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ

บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

มาตรา๔๘

สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ

บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๔๙

บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้

ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้

การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง

หมวด ๔

หน้าที่ของปวงชนชาวไทย

มาตรา๕๐

บุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๒) ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

(๓) ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

(๔) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ

(๕) รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ

(๖) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม

(๗) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ

(๘) ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม

(๙) เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ

(๑๐) ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ

หมวด ๕

หน้าที่ของรัฐ

มาตรา๕๑

การใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐตามหมวดนี้ ถ้าการนั้นเป็นการทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยตรง ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนและชุมชนที่จะติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการ รวมตลอดทั้งฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดให้ประชาชนหรือชุมชนได้รับประโยชน์นั้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๕๒

รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ

กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย

มาตรา๕๓

รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

มาตรา๕๔

รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ และการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติด้วย

การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

ในการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาตามวรรคสอง หรือให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามวรรคสาม รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนัดของตน

ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาและเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้การบริหารจัดการกองทุนเป็นอิสระและกำหนดให้มีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

มาตรา๕๕

รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วย

รัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มาตรา๕๖

รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดมิได้

การจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง รัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

การนำสาธารณูปโภคของรัฐไปให้เอกชนดำเนินการทางธุรกิจไม่ว่าด้วยประการใด ๆ รัฐต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐและเอกชนจะได้รับและค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากประชาชนประกอบกัน

มาตรา๕๗

รัฐต้อง

(๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

(๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๕๘

การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ

บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า

มาตรา๕๙

รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก

มาตรา๖๐

รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

การจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้ องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น ป้องกันมิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้งการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๖๑

รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทำสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

มาตรา๖๒

รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม

กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลังด้านรายได้และรายจ่ายทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะ

มาตรา๖๓

รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด ๖

แนวนโยบายแห่งรัฐ

มาตรา๖๔

บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

มาตรา๖๕

รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

มาตรา๖๖

รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศและคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

มาตรา๖๗

รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย

มาตรา๖๘

รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร

รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ

รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้

มาตรา๖๙

รัฐพึงจัดให้มีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ ให้เกิดความรู้ การพัฒนา และนวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ

มาตรา๗๐

รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย

มาตรา๗๑

รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น

รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว

ในการจัดสรรงบประมาณ รัฐพึงคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัยและสภาพของบุคคล ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรม

มาตรา๗๒

รัฐพึงดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรน้ำ และพลังงาน ดังต่อไปนี้

(๑) วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(๒) จัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมตลอดทั้งพัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่

(๓) จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

(๔) จัดให้มีทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมทั้งการประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น

(๕) ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมทั้งพัฒนาและสนับสนุนให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

มาตรา๗๓

รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

มาตรา๗๔

รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและวัยและให้มีงานทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ และพึงจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน

รัฐพึงจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการ

มาตรา๗๕

รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศ

รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือการจัดทำบริการสาธารณะ

รัฐพึงส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน

ในการพัฒนาประเทศ รัฐพึงคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ประกอบกัน

มาตรา๗๖

รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยหน่วยงานของรัฐต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำบริการสาธารณะ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมตลอดทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจ หรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้งหรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว

มาตรา๗๗

รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

มาตรา๗๘

รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นใดบรรดาที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน

หมวด ๗

รัฐสภา

ส่วนที่ ๑ บททั่วไป

มาตรา๗๙

รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

บุคคลจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได้

มาตรา๘๐

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา

ในกรณีที่ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน

ในระหว่างที่ประธานวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภาตามวรรคสอง แต่ไม่มีประธานวุฒิสภาและเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในระหว่างไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ให้รองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ถ้าไม่มีรองประธานวุฒิสภา ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอายุมากที่สุดในขณะนั้นทำหน้าที่ประธานรัฐสภาและให้ดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภาโดยเร็ว

ประธานรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และดำเนินกิจการของรัฐสภา ในกรณีประชุมร่วมกันให้เป็นไปตามข้อบังคับ

ประธานรัฐสภาและผู้ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

รองประธานรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย

มาตรา๘๑

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ จะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔๕ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

มาตรา๘๒

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) หรือ (๑๒) หรือมาตรา ๑๑๑ (๓) (๔) (๕) หรือ (๗) แล้วแต่กรณี และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้อง ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่

เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง

มิให้นับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสองเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา

ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งได้ด้วย

ส่วนที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎร

มาตรา๘๓
แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๖๔)

สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ

ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่

ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

มาตรา๘๔

ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว หากมีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภาก็ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้ โดยให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่แต่ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ครบตามจำนวนตามมาตรา ๘๓ โดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่

มาตรา๘๕

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด หรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้

ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้ง การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ประกอบการสมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้

ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง ทั้งนี้ การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัยกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ก็ตาม

มาตรา๘๖
แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๖๔)

การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

(๒) จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

(๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

(๔) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตาม (๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสี่ร้อยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (๓) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวนสี่ร้อยคน

(๕) จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน

มาตรา๘๗

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ซึ่งพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกส่งสมัครรับเลือกตั้ง และจะสมัครรับเลือกตั้งเกินหนึ่งเขตมิได้

เมื่อมีการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองจะถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เฉพาะกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้งตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง

มาตรา๘๘

ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และให้นำความในมาตรา ๘๗ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้

มาตรา๘๙

การเสนอชื่อบุคคลตามมาตรา ๘๘ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

(๒) ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ และไม่เคยทำหนังสือยินยอมตาม (๑) ให้พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้น

การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น

มาตรา๙๐

พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้

การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชีโดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง

มาตรา๙๑
แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๖๔)

การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา๙๒

เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้น ให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่และมิให้นับคะแนนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนได้รับไปใช้ในการคำนวณตามมาตรา ๙๑ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น

มาตรา๙๓

ในการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งยังไม่แล้วเสร็จ หรือยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งครบทุกเขตเลือกตั้งไม่ว่าด้วยเหตุใด การคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองพึงได้รับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณีที่ผลการคำนวณตามวรรคหนึ่งทำให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดลดลง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับท้ายตามลำดับพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา๙๔

ภายในหนึ่งปีหลังจากวันเลือกตั้งอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดขึ้นใหม่ เพราะเหตุที่การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้นำความในมาตรา ๙๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างไม่ว่าด้วยเหตุใดภายหลังพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป มิให้มีผลกระทบกับการคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีตามมาตรา ๙๑

มาตรา๙๕

บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีในวันเลือกตั้ง

(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร จะขอลงทะเบียนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ และตามวันเวลา วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมิได้แจ้งเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจถูกจำกัดสิทธิบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๙๖

บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

(๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

(๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(๔) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

มาตรา๙๗

บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง

(๓) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลาเก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน

(๔) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย

(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง

(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา

(ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี

มาตรา๙๘

บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ

(๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

(๔) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา ๙๖ (๑) (๒) หรือ (๔)

(๕) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

(๖) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

(๗) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๘) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

(๙) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๑๐) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

(๑๑) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

(๑๒) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง

(๑๓) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

(๑๔) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี

(๑๕) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

(๑๖) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

(๑๗) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๑๘) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม

มาตรา๙๙

อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละสี่ปีนับแต่วันเลือกตั้ง

ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้

มาตรา๑๐๐

สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง

มาตรา๑๐๑

สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๙๓

(๕) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๙๗

(๖) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘

(๗) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๔ หรือมาตรา ๑๘๕

(๘) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก

(๙) พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกตามมติของพรรคการเมืองนั้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ในกรณีเช่นนี้ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นมิได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่พ้นสามสิบวันดังกล่าว

(๑๐) ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง แต่ในกรณีที่ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองเพราะมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบวันนั้น

(๑๑) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม

(๑๒) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานสภาผู้แทนราษฎร

(๑๓) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

มาตรา๑๐๒

เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ

การเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๑๐๓

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

ภายในห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

มาตรา๑๐๔

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดตามมาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง แต่เพื่อประโยชน์ในการนับอายุตามมาตรา ๙๕ (๒) และมาตรา ๙๗ (๒) ให้นับถึงวันเลือกตั้งที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓ แล้วแต่กรณี

มาตรา๑๐๕

เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่เป็นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และให้นำความในมาตรา ๑๐๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๒) ในกรณีที่เป็นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง หากไม่มีรายชื่อเหลืออยู่ในบัญชีที่จะเลื่อนขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตาม (๑) ให้เริ่มนับแต่วันเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ส่วนสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตาม (๒) ให้เริ่มนับแต่วันถัดจากวันประกาศชื่อในราชกิจจานุเบกษา และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่

การคำนวณสัดส่วนคะแนนของพรรคการเมืองสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเมื่อมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้เป็นไปตามมาตรา ๙๔

มาตรา๑๐๖

ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณีที่พรรคการเมืองตามวรรคหนึ่ง มีสมาชิกเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก

ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรย่อมพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อมีเหตุตามมาตรา ๑๑๘ (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ในกรณีเช่นนี้ พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

ส่วนที่ ๓ วุฒิสภา

มาตรา๑๐๗

วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้

การแบ่งกลุ่ม จำนวนกลุ่ม และคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละกลุ่ม การสมัครและรับสมัคร หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกันเอง การได้รับเลือก จำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีจากแต่ละกลุ่ม การขึ้นบัญชีสำรอง การเลื่อนบุคคลจากบัญชีสำรองขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และมาตรการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้การเลือกดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จะกำหนดมิให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน หรือจะกำหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้

การดำเนินการตามวรรคสอง ให้ดำเนินการตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยในระดับประเทศ

ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่ครบตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าเพราะเหตุตำแหน่งว่างลงหรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา และไม่มีรายชื่อบุคคลที่สำรองไว้เหลืออยู่ ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ แต่ในกรณีที่มีสมาชิกวุฒิสภาเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดและอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปี ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้ได้รับเลือกดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และภายในห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเริ่มดำเนินการเพื่อเลือกไม่ช้ากว่าสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การกำหนดดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นำความในมาตรา ๑๐๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา๑๐๘

สมาชิกวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

ก. คุณสมบัติ

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีในวันสมัครรับเลือก

(๓) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่าสิบปีหรือเป็นผู้มีลักษณะตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(๔) เกิด มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ทำงาน หรือมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่สมัครตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ข. ลักษณะต้องห้าม

(๑) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๕) (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘)

(๒) เป็นข้าราชการ

(๓) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๔) เป็นสมาชิกพรรคการเมือง

(๕) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๖) เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๗) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๘) เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในคราวเดียวกัน หรือผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญหรือในองค์กรอิสระ

(๙) เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา๑๐๙

อายุของวุฒิสภามีกำหนดคราวละห้าปีนับแต่วันประกาศผลการเลือก

สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือก

เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่

มาตรา๑๑๐

เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหม่ตามมาตรา ๑๐๗ วรรคห้า

มาตรา๑๑๑

สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๘

(๕) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา

(๖) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(๗) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๓ หรือกระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๔ หรือมาตรา ๑๘๕

(๘) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม

มาตรา๑๑๒

บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกินสองปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้ เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

มาตรา๑๑๓

สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ

ส่วนที่ ๔ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง

มาตรา๑๑๔

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

มาตรา๑๑๕

ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

มาตรา๑๑๖

สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภา มีประธานสภาคนหนึ่งและรองประธานสภาคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ ตามมติของสภา

ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นกรรมการบริหารหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองขณะเดียวกันมิได้

มาตรา๑๑๗

ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

ประธานและรองประธานวุฒิสภาดำรงตำแหน่งจนถึงวันสิ้นอายุของวุฒิสภา เว้นแต่ในระหว่างเวลาตามมาตรา ๑๐๙ วรรคสาม ให้ประธานและรองประธานวุฒิสภายังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

มาตรา๑๑๘

ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานและรองประธานวุฒิสภาย่อมพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามมาตรา ๑๑๗ เมื่อ

(๑) ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก

(๒) ลาออกจากตำแหน่ง

(๓) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น

(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

มาตรา๑๑๙

ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจดำเนินกิจการของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ รองประธานสภามีหน้าที่และอำนาจตามที่ประธานสภามอบหมาย และปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาเมื่อประธานสภาไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทน ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานและรองประธานวุฒิสภาไม่อยู่ในที่ประชุม ให้สมาชิกแห่งสภานั้น ๆ เลือกกันเองให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นประธานในคราวประชุมนั้น

มาตรา๑๒๐

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่ในกรณีการพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะกำหนดองค์ประชุมไว้ในข้อบังคับเป็นอย่างอื่นก็ได้

การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษาให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ

สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

รายงานการประชุมและบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแต่ละคนต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบได้ทั่วไป เว้นแต่กรณีการประชุมลับหรือการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ

การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด ให้กระทำเป็นการลับ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ

มาตรา๑๒๑

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ขยายเวลาออกไปก็ได้

การปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน จะกระทำได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา

วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด แต่ในกรณีที่การประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่เพียงพอที่จะจัดให้มีการประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง จะไม่มีการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สองสำหรับปีนั้นก็ได้

มาตรา๑๒๒

พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม

พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้

เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญก็ได้

ภายใต้บังคับมาตรา ๑๒๓ และมาตรา ๑๒๖ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

มาตรา๑๒๓

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้

ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

มาตรา๑๒๔

ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใด ๆ มิได้

เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใด หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภาและการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไม่กระทบต่อสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล

เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใดซึ่งได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๑๒๕

ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด

ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และเพื่อประโยชน์ในการประชุมสภา ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้

ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา

มาตรา๑๒๖

ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ หรือเหตุอื่นใด จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่

(๑) มีกรณีที่รัฐสภาต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๑๗๗

(๒) มีกรณีที่วุฒิสภาต้องประชุมเพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้วุฒิสภาดำเนินการประชุมได้ โดยให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ในกรณีตาม (๑) ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา แต่การให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๗ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

มาตรา๑๒๗

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ย่อมเป็นการเปิดเผยตามลักษณะที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมแต่ละสภา แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกของแต่ละสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา แล้วแต่กรณี ร้องขอให้ประชุมลับ ก็ให้ประชุมลับ

มาตรา๑๒๘

สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ในข้อบังคับตามวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือคนพิการหรือทุพพลภาพ ต้องกำหนดให้บุคคลประเภทดังกล่าวหรือผู้แทนองค์กรเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นโดยตรง ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด และในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอ ต้องกำหนดให้ผู้แทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด

มาตรา๑๒๙

สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิก ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมาธิการร่วมกันตามมาตรา ๑๓๗ เพื่อกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาที่สภากำหนด

การกระทำกิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา และหน้าที่และอำนาจตามที่ระบุไว้ในการตั้งคณะกรรมาธิการก็ดี ในการดำเนินการของคณะกรรมาธิการก็ดี ต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน ในกรณีที่การกระทำกิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษาในเรื่องใดมีความเกี่ยวข้องกัน ให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะต้องดำเนินการให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทุกชุดร่วมกันดำเนินการ

ในการสอบหาข้อเท็จจริง คณะกรรมาธิการจะมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดกระทำการแทนมิได้

คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ แต่การเรียกเช่นว่านั้นมิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจโดยตรงในแต่ละองค์กรตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี

ให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่คณะกรรมาธิการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับ ให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็นตามที่คณะกรรมาธิการเรียก

ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเปิดเผยบันทึกการประชุม รายงานการดำเนินการ รายงานการสอบหาข้อเท็จจริง หรือรายงานการศึกษา แล้วแต่กรณี ของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนทราบ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี มีมติมิให้เปิดเผย

เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๔ ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทำหน้าที่และผู้ปฏิบัติตามคำเรียกตามมาตรานี้ด้วย

กรรมาธิการสามัญซึ่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ต้องมีจำนวนตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๒๘ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนดอัตราส่วนตามวรรคแปด

มาตรา๑๓๐

ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้

(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๑๐) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มาตรา๑๓๑

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดย

(๑) คณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง

(๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา๑๓๒

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นอกจากที่บัญญัติไว้ดังต่อไปนี้ให้กระทำเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ

(๑) การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน โดยการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา ถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอตามมาตรา ๑๓๑

(๒) ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเห็น ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อทักท้วงภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างดังกล่าว ให้รัฐสภาดำเนินการต่อไป

(๓) ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบมีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ ให้เสนอความเห็นไปยังรัฐสภาและให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในการนี้ ให้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระตามที่เห็นสมควรได้ และเมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้รัฐสภาดำเนินการต่อไป

มาตรา๑๓๓

ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน และจะเสนอได้ก็แต่โดย

(๑) คณะรัฐมนตรี

(๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน

(๓) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (๒) หรือ (๓) เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี

มาตรา๑๓๔

ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร

(๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน

(๓) การกู้เงิน การค้ำประกัน การใช้เงินกู้ หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ

(๔) เงินตรา

ในกรณีที่เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย

ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว

มติของที่ประชุมร่วมกันตามวรรคสอง ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา๑๓๕

ร่างพระราชบัญญัติใดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอและในชั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่สภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติมและประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นเองหรือมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทักท้วงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๓๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่

ในกรณีที่ที่ประชุมร่วมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมทำให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการแก้ไขเพื่อมิให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

มาตรา๑๓๖

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภา วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมานั้นให้เสร็จภายในหกสิบวัน แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินต้องพิจารณาให้เสร็จภายในสามสิบวัน ทั้งนี้ เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา

ระยะเวลาในวรรคหนึ่ง ไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๓๙

ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น

ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภา ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งให้วุฒิสภาทราบและให้ถือเป็นเด็ดขาด หากมิได้แจ้ง ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

มาตรา๑๓๗

เมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว

(๑) ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑

(๒) ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อนและส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร

(๓) ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑ ถ้าเป็นกรณีอื่น ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑ ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ไม่ว่าอีกสภาหนึ่งจะได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วหรือไม่ ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกันต้องมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และให้นำความในมาตรา ๑๕๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ถ้าวุฒิสภาไม่ส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๓๖ ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้ดำเนินการตามมาตรา ๘๑ ต่อไป

มาตรา๑๓๘

สภาผู้แทนราษฎรจะยกร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๓๗ ขึ้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อพ้นหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่

(๑) วันที่วุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรสำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๓๗ (๒)

(๒) วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๓๗ (๓)

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างที่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาและให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑

ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔๓ วรรคสี่ ระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามวรรคหนึ่ง ให้ลดเหลือสิบวันในกรณีร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้นั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

มาตรา๑๓๙

ในระหว่างที่มีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติใดตามมาตรา ๑๓๗ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้มิได้

ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอหรือส่งให้พิจารณานั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป

มาตรา๑๔๐

การจ่ายเงินแผ่นดิน จะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้ในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป

มาตรา๑๔๑

งบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินให้ทำเป็นพระราชบัญญัติ ถ้าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนนั้นไปพลางก่อน

รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ในกรณีที่เห็นว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรอาจไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการจะยื่นคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการโดยตรงก็ได้

มาตรา๑๔๒

ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ ผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจ่ายเงินและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

มาตรา๑๔๓

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าวันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณา

ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้ ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าวุฒิสภาเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีเช่นนี้และในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑

ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้นำความในมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้สภาผู้แทนราษฎรยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที

ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งและวรรคสาม มิให้นับรวมระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสาม

มาตรา๑๔๔

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้

(๒) ดอกเบี้ยเงินกู้

(๓) เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย

ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้

ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทำการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ และให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย

เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ ให้พ้นจากความรับผิด

การเรียกเงินคืนตามวรรคสามหรือวรรคสี่ ให้กระทำได้ภายในยี่สิบปีนับแต่วันที่มีการจัดสรรงบประมาณนั้น

ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้รับแจ้งตามวรรคสี่ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการสอบสวนเป็นทางลับโดยพลัน หากเห็นว่ากรณีมีมูล ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการต่อไปตามวรรคสาม และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลรัฐธรรมนูญหรือบุคคลใดจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้แจ้งมิได้

มาตรา๑๔๕

ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา ถ้าไม่มีกรณีต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๔๘ ให้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

มาตรา๑๔๖

ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

มาตรา๑๔๗

ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ หรือที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วแต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้เป็นอันตกไป

บรรดาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบที่ตกไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วยก็ให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไปได้ แต่คณะรัฐมนตรีต้องร้องขอภายในหกสิบวันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป

มาตรา๑๔๘

ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติใดขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๘๑

(๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า

(๒) หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ชักช้า

ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยมิได้

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่มิใช่กรณีตามวรรคสาม ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป และให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑

มาตรา๑๔๙

ให้นำความในมาตรา ๑๔๘ มาใช้บังคับแก่ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๑๕๐

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ตามข้อบังคับการประชุมแห่งสภานั้น ๆ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าไว้ด้วย

รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน

มาตรา๑๕๑

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ

เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสี่

เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลง โดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไปให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุดลง

มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่งเดิมแต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นภายหลังจากวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง หรือพ้นจากตำแหน่งเดิมไม่เกินเก้าสิบวันก่อนวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรคหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่น ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงต้องถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อไป

มาตรา๑๕๒

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้

มาตรา๑๕๓

สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ

มาตรา๑๕๔

การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๒ หรือมาตรา ๑๕๓ แล้วแต่กรณี ให้กระทำได้ปีละหนึ่งครั้ง

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๑ ที่สิ้นสุดลงด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไป

มาตรา๑๕๕

ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศสมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ ประธานรัฐสภาต้องดำเนินการให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

การประชุมตามวรรคหนึ่งให้ประชุมลับ และคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย

ส่วนที่ ๕ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา

มาตรา๑๕๖

ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน

(๑) การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๑๗

(๒) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๙

(๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ตามมาตรา ๒๐

(๔) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติตามมาตรา ๒๑

(๕) การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมตามมาตรา ๑๒๑

(๖) การเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๒๒

(๗) การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๓๒

(๘) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่ตามมาตรา ๑๔๖

(๙) การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๔๗

(๑๐) การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๕ และมาตรา ๑๖๕

(๑๑) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๕๗

(๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๖๒

(๑๓) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๗๗

(๑๔) การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๗๘

(๑๕) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖

(๑๖) กรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

มาตรา๑๕๗

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้นำบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของแต่ละสภาจะต้องมีจำนวนตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา

หมวด ๘

คณะรัฐมนตรี

มาตรา๑๕๘

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙

ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา๑๕๙

ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา๑๖๐

รัฐมนตรีต้อง

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี

(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

(๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

(๕) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(๖) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘

(๗) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(๘) ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๖ หรือมาตรา ๑๘๗ มาแล้วยังไม่ถึงสองปีนับถึงวันแต่งตั้ง

มาตรา๑๖๑

ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ในกรณีที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนที่จะถวายสัตย์ปฏิญาณให้คณะรัฐมนตรีนั้นดำเนินการตามมาตรา ๑๖๒ วรรคสองได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๘ (๑) พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมดังกล่าว

มาตรา๑๖๒

คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่

ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้

มาตรา๑๖๓

รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิเข้าประชุมและแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภาแต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เว้นแต่เป็นการออกเสียงลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎรในกรณีที่รัฐมนตรีผู้นั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และให้นำเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา๑๖๔

ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม

(๒) รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด

(๓) ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

(๔) สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน

รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในการกำหนดนโยบายและการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี

มาตรา๑๖๕

ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

มาตรา๑๖๖

ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๑๖๗

รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๗๐

(๒) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

(๓) คณะรัฐมนตรีลาออก

(๔) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔

เมื่อรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม (๑) (๓) หรือ (๔) ให้ดำเนินการเพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙

มาตรา๑๖๘

ให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๖๗ (๑) (๒) หรือ (๓) ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๖๗ (๑) เพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ หรือมาตรา ๑๖๐ (๔) หรือ (๕) นายกรัฐมนตรีจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้

(๒) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๖๗ (๔) คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้

ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้ตาม (๒) หรือคณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปลาออกทั้งคณะ และเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดหรือยังดำเนินการตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ ไม่แล้วเสร็จ ให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ เฉพาะเท่าที่จำเป็นไปพลางก่อน โดยให้ปลัดกระทรวงคัดเลือกกันเองให้คนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

มาตรา๑๖๙

คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๖๗ (๒) และต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา ๑๖๘ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(๒) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

(๓) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

(๔) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

มาตรา๑๗๐

ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐

(๕) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๖ หรือมาตรา ๑๘๗

(๖) มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๑

นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๕๘ วรรคสี่ ด้วย

ให้นำความในมาตรา ๘๒ มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (๒) (๔) หรือ (๕) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย

มาตรา๑๗๑

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ

มาตรา๑๗๒

ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้

การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุมและการรอการเปิดสมัยประชุมสามัญจะเป็นการชักช้า คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดโดยเร็ว ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น

หากพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดและพระราชกำหนดนั้นต้องตกไปตามวรรคสาม ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใช้บังคับต่อไปนับแต่วันที่การไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้นมีผล

ถ้าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกำหนดนั้น หรือถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกำหนดนั้นมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป

การอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

การพิจารณาพระราชกำหนดของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภา และการยืนยันการอนุมัติพระราชกำหนด จะต้องกระทำในโอกาสแรกที่มีการประชุมสภานั้น ๆ

มาตรา๑๗๓

ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะได้อนุมัติพระราชกำหนดใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าพระราชกำหนดนั้นไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง และให้ประธานแห่งสภานั้นส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย และให้รอการพิจารณาพระราชกำหนดนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ส่งความเห็นนั้นมา

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

มาตรา๑๗๔

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้

ให้นำความในมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่พระราชกำหนดที่ได้ตราขึ้นตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม แต่ถ้าเป็นการตราขึ้นในระหว่างสมัยประชุม จะต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในสามวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๑๗๕

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

มาตรา๑๗๖

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึก

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก

มาตรา๑๗๗

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

มติให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

มาตรา๑๗๘

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา และหนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ

หนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางตามวรรคสอง ได้แก่ หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือหนังสือสัญญาอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

ให้มีกฎหมายกำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็นอันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญาตามวรรคสามด้วย

เมื่อมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

มาตรา๑๗๙

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ

มาตรา๑๘๐

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ

มาตรา๑๘๑

ข้าราชการและพนักงานของรัฐซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง จะเป็นข้าราชการการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นมิได้

มาตรา๑๘๒

บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ

มาตรา๑๘๓

เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรีซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

หมวด ๙

การขัดกันแห่งผลประโยชน์

มาตรา๑๘๔

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง

(๑) ไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

(๒) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(๓) ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานปกติ

(๔) ไม่กระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนโดยมิชอบ

มาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน และมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับหรือดำรงตำแหน่งกรรมาธิการของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกิจการของสภา หรือกรรมการตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

ให้นำ (๒) และ (๓) มาบังคับใช้แก่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นที่ดำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทำการตามมาตรานี้ด้วย

มาตรา๑๘๕

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑) การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

(๒) กระทำการในลักษณะที่ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินการในกิจการของรัฐสภา

(๓) การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

มาตรา๑๘๖

ให้นำความในมาตรา ๑๘๔ มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(๑) การดำรงตำแหน่งหรือการดำเนินการที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่หรืออำนาจของรัฐมนตรี

(๒) การกระทำตามหน้าที่และอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ

นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองโดยมิชอบตามที่กำหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม

มาตรา๑๘๗

รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด

ในกรณีที่รัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีตามวรรคหนึ่งต่อไป ให้แจ้งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตามวรรคสองไม่ว่าในทางใด ๆ มิได้

มาตรานี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ให้ใช้บังคับแก่คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของรัฐมนตรี และการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ด้วย

หมวด ๑๐

ศาล

ส่วนที่ ๑ บททั่วไป

มาตรา๑๘๘

การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง

มาตรา๑๘๙

บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นได้แต่โดยพระราชบัญญัติ

การตั้งศาลขึ้นใหม่หรือกำหนดวิธีพิจารณาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีตามกฎหมายสำหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ๆ จะกระทำมิได้

มาตรา๑๙๐

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตำแหน่ง แต่ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ

มาตรา๑๙๑

ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”

มาตรา๑๙๒

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นกรรมการ

หลักเกณฑ์และวิธีการชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๑๙๓

ให้แต่ละศาล ยกเว้นศาลทหาร มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการที่มีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น โดยให้มีหัวหน้าหน่วยงานคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานของแต่ละศาล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ให้ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนที่ ๒ ศาลยุติธรรม

มาตรา๑๙๔

ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

การจัดตั้ง วิธีพิจารณาคดี และการดำเนินงานของศาลยุติธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

มาตรา๑๙๕

ให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเก้าคนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้เลือกเป็นรายคดี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา

การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่ ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดีและเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง หรือคำพิพากษานั้นมีผลให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์ตามวรรคสี่หรือไม่ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา

หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ตามวรรคสี่ และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคห้า ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มาตรา๑๙๖

การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต้องมีความเป็นอิสระและดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ บรรดาที่ได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการไม่เกินสองคน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนที่ ๓ ศาลปกครอง

มาตรา๑๙๗

ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น

อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระนั้น ๆ

การจัดตั้ง วิธีพิจารณาคดี และการดำเนินงานของศาลปกครองให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

มาตรา๑๙๘

การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับตุลาการศาลปกครองต้องมีความเป็นอิสระและดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองซึ่งประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตุลาการในศาลปกครอง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการในศาลปกครองไม่เกินสองคน บรรดาที่ได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนที่ ๔ ศาลทหาร

มาตรา๑๙๙

ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การจัดตั้ง วิธีพิจารณาคดี และการดำเนินงานของศาลทหาร ตลอดจนการแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด ๑๑

ศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา๒๐๐

ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนเก้าคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้

(๑) ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวนสามคน

(๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวนสองคน

(๓) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวนหนึ่งคน

(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวนหนึ่งคน

(๕) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี จำนวนสองคน

ในกรณีไม่อาจเลือกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาตาม (๑) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกบุคคลจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีก็ได้

การนับระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้นับถึงวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี ในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศลดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองลงก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าสองปีมิได้

มาตรา๒๐๑

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี แต่ไม่ถึงหกสิบแปดปีในวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา

(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

(๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

(๕) มีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา๒๐๒

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด

(๒) ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๗) หรือ (๑๘)

(๓) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๔) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

(๕) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

(๖) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

(๗) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ

(๘) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด

(๙) เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ

(๑๐) มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

มาตรา๒๐๓

เมื่อมีกรณีที่จะต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย

(๑) ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ

(๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ

(๓) ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการ

(๔) บุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐๑ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๒ และไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ องค์กรละหนึ่งคนเป็นกรรมการ

ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาตาม (๒) หรือกรรมการสรรหาตาม (๔) มีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่

ให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา

ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือได้รับการสรรหาให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด

ในการสรรหา ให้คณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม โดยนอกจากการประกาศรับสมัครแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาจากบุคคลที่มีความเหมาะสมทั่วไปได้ด้วย แต่ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น

มาตรา๒๐๔

ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ให้ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

เมื่อผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว ให้เลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ

ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

มาตรา๒๐๕

ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยที่ยังมิได้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๐๒ (๖) (๗) หรือ (๘) หรือยังประกอบวิชาชีพตาม (๙) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพตามมาตรา ๒๐๒ (๖) (๗) (๘) หรือ (๙) แล้ว ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนำความกราบบังคมทูลตามมาตรา ๒๐๔ วรรคสี่ ในกรณีที่ไม่แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาใหม่

มาตรา๒๐๖

ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๒๐๔ ถ้ามีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ได้รับความเห็นชอบครบเก้าคน และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปพลางก่อนได้ โดยในระหว่างนั้น ให้ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่มีอยู่

มาตรา๒๐๗

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

มาตรา๒๐๘

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐๑ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๒

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) มีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี

(๕) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เพราะเหตุฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

(๖) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม

ประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งลาออกจากตำแหน่ง ให้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย

ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่แทน

ในกรณีที่มีปัญหาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ใดพ้นจากตำแหน่งตาม (๑) หรือ (๓) หรือไม่ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๐๓ เป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด

การร้องขอ ผู้มีสิทธิร้องขอ การพิจารณา และการวินิจฉัยตามวรรคสี่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา๒๐๙

ในระหว่างที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและยังไม่มีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกรณีมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหลืออยู่ไม่ถึงเจ็ดคน

มาตรา๒๑๐

ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

(๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ

(๓) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

การยื่นคำร้องและเงื่อนไขการยื่นคำร้อง การพิจารณาวินิจฉัย การทำคำวินิจฉัย และการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ให้นำความในมาตรา ๑๘๘ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๑ และมาตรา ๑๙๓ มาใช้บังคับแก่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๑๑

องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัยต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าเจ็ดคน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องใดไว้พิจารณาแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ใดจะปฏิเสธไม่วินิจฉัยโดยอ้างว่าเรื่องนั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมิได้

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

มาตรา๒๑๒

ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว เว้นแต่ในคดีอาญาให้ถือว่าผู้ซึ่งเคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยมาตรา ๕ นั้น เป็นผู้ไม่เคยกระทำความผิดดังกล่าว หรือถ้าผู้นั้นยังรับโทษอยู่ก็ให้ปล่อยตัวไป แต่ทั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าชดเชยหรือค่าเสียหายใด ๆ

มาตรา๒๑๓

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา๒๑๔

ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม และมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหลืออยู่ไม่ถึงเจ็ดคน ให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นการชั่วคราวให้ครบเก้าคน โดยให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้จนกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ตนทำหน้าที่แทนจะปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน

หมวด ๑๒

องค์กรอิสระ

ส่วนที่ ๑ บททั่วไป

มาตรา๒๑๕

องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ

มาตรา๒๑๖

นอกจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยองค์กรอิสระแต่ละองค์กรแล้ว ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามทั่วไปดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปี

(๒) มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐๑ (๑) (๓) (๔) และ (๕)

(๓) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๒

มาตรา๒๑๗

เมื่อมีกรณีที่จะต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนอกจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๐๓ ที่จะดำเนินการสรรหา เว้นแต่กรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๐๓ (๔) ให้ประกอบด้วยบุคคลซึ่งแต่งตั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่องค์กรอิสระที่ต้องมีการสรรหา

ให้นำความในมาตรา ๒๐๓ มาตรา ๒๐๔ มาตรา ๒๐๕ และมาตรา ๒๐๖ มาใช้บังคับแก่การสรรหาตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม

มาตรา๒๑๘

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามทั่วไปตามมาตรา ๒๑๖ หรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเฉพาะตามมาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๒๘ มาตรา ๒๓๒ มาตรา ๒๓๘ หรือตามมาตรา ๒๔๖ วรรคสอง และตามกฎหมายที่ตราขึ้นตามมาตรา ๒๔๖ วรรคสี่ แล้วแต่กรณี

ให้นำความในมาตรา ๒๐๘ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า และมาตรา ๒๐๙ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระโดยอนุโลม

ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม ถ้ามีจำนวนเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้นำความในมาตรา ๒๑๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา๒๑๙

ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และต้องระบุให้ชัดแจ้งด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง

ในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๒๒๐

ให้องค์กรอิสระแต่ละแห่ง นอกจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการ ดำเนินการ และอำนวยความสะดวก เพื่อให้องค์กรอิสระบรรลุภารกิจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และเป็นไปตามมติหรือแนวทางที่องค์กรอิสระกำหนด โดยให้มีหัวหน้าหน่วยงานคนหนึ่งซึ่งแต่งตั้งโดยความเห็นชอบขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของหน่วยงานนั้น รับผิดชอบขึ้นตรงต่อองค์กรอิสระ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๒๒๑

ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้องค์กรอิสระร่วมมือและช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละองค์กร และถ้าองค์กรอิสระใดเห็นว่ามีผู้กระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น ให้แจ้งองค์กรอิสระนั้นทราบเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ส่วนที่ ๒ คณะกรรมการการเลือกตั้ง

มาตรา๒๒๒

คณะกรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลดังต่อไปนี้

(๑) ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่าง ๆ ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จำนวนห้าคน

(๒) ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวนสองคน

ผู้ซึ่งจะได้รับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้งตาม (๑) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓๒ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) หรือเป็นผู้ทำงานหรือเคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปี ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด

มาตรา๒๒๓

กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

ในระหว่างที่กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ถ้ามีกรรมการการเลือกตั้งเหลืออยู่ไม่ถึงสี่คนให้กระทำได้แต่เฉพาะการที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

มาตรา๒๒๔

ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) จัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ

(๒) ควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือกตาม (๑) ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร

(๓) เมื่อผลการสืบสวนหรือไต่สวนตาม (๒) หรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกตาม (๑) มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือการออกเสียงประชามติ และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้ง เลือก หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วย

(๔) สั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตาม (๑) ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

(๕) ดูแลการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย

(๖) หน้าที่และอำนาจอื่นตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ในการสืบสวนหรือไต่สวนตาม (๒) คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมอบหมายให้กรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนดำเนินการ หรือมอบหมายให้คณะบุคคลดำเนินการภายใต้การกำกับของกรรมการการเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดก็ได้

การใช้อำนาจตาม (๓) ให้กรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนซึ่งพบเห็นการกระทำความผิดมีอำนาจกระทำได้สำหรับหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำความผิด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

มาตรา๒๒๕

ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้กระทำการนั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวตามมาตรา ๒๒๔ (๔)

คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นที่สุด

มาตรา๒๒๖

เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา ๒๒๕ หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น

การพิจารณาของศาลฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหลักในการพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นเป็นเวลาสิบปี ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แล้วแต่กรณี

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้นั้นกระทำความผิด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

มิให้นับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสี่เป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี

ให้นำมาตรานี้ไปใช้บังคับแก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นด้วยโดยอนุโลม แต่ให้อำนาจของศาลฎีกาเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ และให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาซึ่งต้องกำหนดให้ใช้ระบบไต่สวนและให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว

มาตรา๒๒๗

ในระหว่างที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือเมื่อประกาศให้มีการออกเสียงประชามติ มีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปสอบสวน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด

ในกรณีที่มีการจับกรรมการการเลือกตั้งในขณะกระทำความผิด หรือจับหรือคุมขังกรรมการการเลือกตั้งในกรณีอื่น ให้รายงานต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งโดยด่วน และให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้ แต่ถ้าประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ถูกจับหรือคุมขังให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่าที่มีอยู่เป็นผู้ดำเนินการ

ส่วนที่ ๓ ผู้ตรวจการแผ่นดิน

มาตรา๒๒๘

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีจำนวนสามคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เทียบได้ไม่ต่ำกว่ากรมตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด โดยต้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี จำนวนสองคน และเป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบปี จำนวนหนึ่งคน

มาตรา๒๒๙

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

มาตรา๒๓๐

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ บรรดาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

(๒) แสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมนั้น

(๓) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ทราบถึงการที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินตาม (๑) หรือ (๒) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป

ในการดำเนินการตาม (๑) หรือ (๒) หากเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการต่อไป

มาตรา๒๓๑

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๐ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้เมื่อเห็นว่ามีกรณี ดังต่อไปนี้

(๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(๒) กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองและให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

ส่วนที่ ๔ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

มาตรา๒๓๒

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประกอบด้วยกรรมการจำนวนเก้าคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย บัญชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๒) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๓) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

(๔) ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์

(๕) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ และได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น

(๖) เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี

(๗) เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๖) รวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี

การนับระยะเวลาตามวรรคสอง ให้นับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี

มาตรา๒๓๓

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

ในระหว่างที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เว้นแต่จะมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงห้าคน

มาตรา๒๓๔

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) ไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๒) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเพื่อดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๓) กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๔) หน้าที่และอำนาจอื่นที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่จะต้องจัดให้มีมาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพเกิดความรวดเร็ว สุจริต และเที่ยงธรรม ในกรณีจำเป็นจะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตดำเนินการแทนในเรื่องที่มิใช่เป็นความผิดร้ายแรงหรือที่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางระดับหรือกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยธุรการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนหรือไต่สวนเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็ได้

มาตรา๒๓๕

ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓๖ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเฉพาะที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้ใดมีพฤติการณ์ตามมาตรา ๒๓๔ (๑) ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนข้อเท็จจริง และหากมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เห็นว่าผู้นั้นมีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ไต่สวนให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาโดยอนุโลม

(๒) กรณีอื่นนอกจาก (๑) ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำเนินการอื่นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

การไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ

ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ ให้ริบทรัพย์สินที่ผู้นั้นได้มาจากการกระทำความผิด รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

การพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้นำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นหลักในการพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

ให้นำมาตรานี้มาใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลตามมาตรา ๒๓๔ (๓) จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๓๖

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการตามมาตรา ๒๓๔ (๑) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง

คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หน้าที่และอำนาจ วิธีการไต่สวน ระยะเวลาการไต่สวนและการดำเนินการอื่นที่จำเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๒๓๗

เมื่อดำเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่อง และให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด

(๒) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย โดยให้นำความในมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหกมาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๓) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่กรณีตาม (๒) ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และให้นำความในมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ส่วนที่ ๕ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรา๒๓๘

คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน กฎหมาย การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี

มาตรา๒๓๙

กรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

มาตรา๒๔๐

คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน

(๓) กำกับการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นไปตาม (๑) และ (๒) และกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

(๔) ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมทั้งการให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐในการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

(๕) สั่งลงโทษทางปกครองกรณีมีการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

ผู้ถูกสั่งลงโทษตาม (๕) อาจอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดต้องคำนึงถึงนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินตาม (๑) และ (๒) ประกอบด้วย

มาตรา๒๔๑

ให้มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนหนึ่งซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาโดยได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และให้นำความในมาตรา ๒๐๔ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ และมาตรา ๒๐๕ มาใช้บังคับแก่การแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินด้วยโดยอนุโลม

การสรรหา การคัดเลือก และการเสนอชื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรา๒๔๒

ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่โดยเที่ยงธรรม เป็นกลาง และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ โดยมีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) ตรวจเงินแผ่นดินตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกำหนด และตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

(๒) ตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐ

(๓) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตาม (๑) และ (๒)

(๔) กำกับและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตาม (๓)

มาตรา๒๔๓

ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่โดยรับผิดชอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยธุรการของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

มาตรา๒๔๔

ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเอกสารและหลักฐานที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบหรือจัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือของหน่วยงานอื่นนั้น แล้วแต่กรณี

มาตรา๒๔๕

เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย

ส่วนที่ ๖ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มาตรา๒๔๖

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประกอบด้วยกรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหา

ผู้ซึ่งได้รับการสรรหาต้องมีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่งเจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้ บทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหาต้องกำหนดให้ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหาด้วย

มาตรา๒๔๗

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง

(๒) จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อประชาชน

(๓) เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

(๔) ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม

(๕) สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน

(๖) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

เมื่อรับทราบรายงานตาม (๑) และ (๒) หรือข้อเสนอแนะตาม (๓) ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามความเหมาะสมโดยเร็ว กรณีใดไม่อาจดำเนินการได้หรือต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ให้แจ้งเหตุผลให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบโดยไม่ชักช้า

ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญด้วย

หมวด ๑๓

องค์กรอัยการ

มาตรา๒๔๘

องค์กรอัยการมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง และไม่ให้ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง

การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระโดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งต้องไม่เป็นพนักงานอัยการ และผู้ทรงคุณวุฒิบรรดาที่ได้รับเลือกจากพนักงานอัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบุคคลซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นพนักงานอัยการมาก่อนสองคน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคสาม ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้พนักงานอัยการกระทำการหรือดำรงตำแหน่งใดอันอาจมีผลให้การสั่งคดีหรือการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามวรรคสอง หรืออาจทำให้มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวต้องกำหนดให้ชัดแจ้งและใช้เป็นการทั่วไป โดยจะมอบอำนาจให้มีการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปมิได้

หมวด ๑๔

การปกครองส่วนท้องถิ่น

มาตรา๒๔๙

ภายใต้บังคับมาตรา ๑ ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติ

การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นและความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวนและความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ประกอบกัน

มาตรา๒๕๐

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะใดที่สมควรให้เป็นหน้าที่และอำนาจโดยเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการใด ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งต้องสอดคล้องกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคสี่ และกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกลไกและขั้นตอนในการกระจายหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนงบประมาณและบุคลากรที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจดังกล่าวของส่วนราชการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย

ในการจัดทำบริการสาธารณะหรือกิจกรรมสาธารณะใดที่เป็นหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าการร่วมดำเนินการกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐหรือการมอบหมายให้เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินการ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นมากกว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมหรือมอบหมายให้เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินการนั้นก็ได้

รัฐต้องดำเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ของตนเองโดยจัดระบบภาษีหรือการจัดสรรภาษีที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาการหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้อย่างเพียงพอ ในระหว่างที่ยังไม่อาจดำเนินการได้ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปพลางก่อน

กฎหมายตามวรรคหนึ่งและกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การเงินและการคลัง และการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม การป้องกันการทุจริต และการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความแตกต่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ และต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการป้องกันการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย

มาตรา๒๕๑

การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งต้องใช้ระบบคุณธรรมและต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ การจัดให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกันเพื่อให้สามารถพัฒนาร่วมกันหรือการสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้

มาตรา๒๕๒

สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง

ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นหรือในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

มาตรา๒๕๓

ในการดำเนินงาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นเปิดเผยข้อมูลและรายงานผลการดำเนินงานให้ประชาชนทราบ รวมตลอดทั้งมีกลไกให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา๒๕๔

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ

หมวด ๑๕

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

มาตรา๒๕๕

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้

มาตรา๒๕๖

ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

(๒) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภาและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ

(๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

(๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา โดยการออกเสียงในวาระที่สองนี้ ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ แต่ในกรณีที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ประชาชนเป็นผู้เสนอต้องเปิดโอกาสให้ผู้แทนของประชาชนที่เข้าชื่อกันได้แสดงความคิดเห็นด้วย

(๕) เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป

(๖) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

(๗) เมื่อมีการลงมติเห็นชอบตาม (๖) แล้ว ให้รอไว้สิบห้าวัน แล้วจึงนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นำความในมาตรา ๘๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(๘) ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนดำเนินการตาม (๗) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ดำเนินการตาม (๗) ต่อไป

(๙) ก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยตาม (๗) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน แล้วแต่กรณี มีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ว่าร่างรัฐธรรมนูญตาม (๗) ขัดต่อมาตรา ๒๕๕ หรือมีลักษณะตาม (๘) และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับเรื่องดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยมิได้

หมวด ๑๖

การปฏิรูปประเทศ

มาตรา๒๕๗

การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

(๑) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ

(๒) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ

(๓) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา๒๕๘

ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้

ก. ด้านการเมือง

(๑) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่างกัน และให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยอิสระปราศจากการครอบงำไม่ว่าด้วยทางใด

(๒) ให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและการคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

(๓) มีกลไกที่กำหนดความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศโฆษณานโยบายที่มิได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

(๔) มีกลไกที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

(๕) มีกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

(๑) ให้มีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

(๒) ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นระบบข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน

(๓) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารงานของรัฐและแผนกำลังคนภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ โดยต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานของรัฐแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน

(๔) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ และสามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามความสามารถและผลสัมฤทธิ์ของงานของแต่ละบุคคล มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความคิดสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การปฏิบัติราชการและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรการคุ้มครองป้องกันบุคลากรภาครัฐจากการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา

(๕) ให้มีการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความคล่องตัว เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน

ค. ด้านกฎหมาย

(๑) มีกลไกให้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่าง ๆ ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา ๗๗ และพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยให้มีการใช้ระบบอนุญาตและระบบการดำเนินการโดยคณะกรรมการเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัว โดยมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

(๒) ปฏิรูประบบการเรียนการสอนและการศึกษาอบรมวิชากฎหมายเพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายให้เป็นผู้มีความรอบรู้ มีนิติทัศนะ และยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมของนักกฎหมาย

(๓) พัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมายของรัฐโดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลกฎหมายได้สะดวก และสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระของกฎหมายได้ง่าย

(๔) จัดให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย

ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม

(๑) ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า และมีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ รวมตลอดทั้งการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม

(๒) ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา รวมทั้งกำหนดให้การสอบสวนต้องใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์ และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าหนึ่งหน่วยงานที่มีอิสระจากกันเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีทางเลือก

(๓) เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้มุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเร็ว

(๔) ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน ซึ่งในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายต้องคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันเพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

จ. ด้านการศึกษา

(๑) ให้สามารถเริ่มดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง เพื่อให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้สมกับวัยโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

(๒) ให้ดำเนินการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนตามมาตรา ๕๔ วรรคหก ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

(๓) ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู

(๔) ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่

ฉ. ด้านเศรษฐกิจ

(๑) ขจัดอุปสรรคและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ อย่างยั่งยืน โดยมีภูมิคุ้มกันที่ดี

(๒) สร้างกลไกเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการนำความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

(๓) ปรับปรุงระบบภาษีอากรให้มีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มพูนรายได้ของรัฐด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับปรุงระบบการจัดทำและการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล

(๔) สร้างกลไกเพื่อส่งเสริมสหกรณ์และผู้ประกอบการแต่ละขนาดให้มีความสามารถในการแข่งขันอย่างเหมาะสม และส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างกลไกเพิ่มโอกาสในการทำงานและการประกอบอาชีพของประชาชน

ช. ด้านอื่น ๆ

(๑) ให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืนโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในทุกมิติ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศประกอบกัน

(๒) จัดให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศเพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินอย่างเป็นระบบ

(๓) จัดให้มีระบบจัดการและกำจัดขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้

(๔) ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการและการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน

(๕) ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม

มาตรา๒๕๙

ภายใต้บังคับมาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๑ การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลาห้าปี

ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่กฎหมายตามวรรคหนึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิรูปโดยอาศัยหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่แล้วไปพลางก่อน

มาตรา๒๖๐

ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามมาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๔) ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ประกอบด้วย

(๑) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์และไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน เป็นประธาน

(๒) ผู้เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตำรวจซึ่งอย่างน้อยต้องมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรวมอยู่ด้วยมีจำนวนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด เป็นกรรมการ

(๓) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์และไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อน มีจำนวนเท่ากับกรรมการตาม (๒) เป็นกรรมการ

(๔) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

เมื่อครบกำหนดเวลาตามวรรคสองแล้ว ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโสตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๒๖๑

ในการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ จ. ด้านการศึกษา ให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระคณะหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้คณะกรรมการดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

บทเฉพาะกาล

มาตรา๒๖๒

ให้คณะองคมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะองคมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา๒๖๓

ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังคงทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ตามลำดับ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้ว ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม รวมทั้งเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพตามที่บัญญัติไว้สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) มาตรา ๙๘ ยกเว้น (๓) (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕)

(๒) มาตรา ๑๐๑ ยกเว้น

(ก) กรณีตาม (๖) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๙๘ ยกเว้น (๓) (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕)

(ข) กรณีตาม (๗) เฉพาะในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และในส่วนที่เกี่ยวกับ มาตรา ๑๘๔ (๑)

(๓) มาตรา ๑๐๘ ยกเว้น ก. คุณสมบัติตาม (๓) และ (๔) และ ข. ลักษณะต้องห้ามตาม (๑) (๒) และ (๗) แต่เฉพาะกรณีตาม (๑) นั้น ไม่รวมส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๙๘ (๓) และ (๑๕)

มิให้นำมาตรา ๑๑๒ มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำมาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๖๔ ข้าราชการการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๖๔ หรือเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา ๒๖๕ หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามมาตรานี้

ในระหว่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตามวรรคหนึ่ง ให้อำนาจของประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายเป็นอำนาจของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ในระหว่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หากมีตำแหน่งว่างลง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคสอง เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติแทนก็ได้

เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

มาตรา๒๖๔

ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และให้นำความในมาตรา ๒๖๓ วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม

รัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้ว ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้สำหรับรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ ยกเว้น (๖) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๙๘ (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕) และต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๗๐ ยกเว้น (๓) และ (๔) แต่ในกรณีตาม (๔) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๙๘ (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕) และยกเว้นมาตรา ๑๗๐ (๕) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา ๑๘๔ (๑)

การดำเนินการแต่งตั้งรัฐมนตรีในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ แต่ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคสองด้วย

ให้นำความในมาตรา ๒๖๓ วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งและวรรคสามด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๖๕

ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป

ให้นำความในมาตรา ๒๖๓ วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๖๖

ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ตราขึ้นตามมาตรา ๒๕๙

เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อให้การปฏิรูปประเทศตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้

ให้นำความในมาตรา ๒๖๓ วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๖๗

ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(๑๐) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ และต้องทำให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องไม่ช้ากว่าวันพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามมาตรา ๒๖๓

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เกิดประสิทธิภาพและรวดเร็ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะขอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งเพิ่มขึ้นก็ได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามสิบคน

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดไม่แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าวให้ถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ

เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวนสิบเอ็ดคน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมอบหมายฝ่ายละห้าคน เพื่อพิจารณาแล้วเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อให้ความเห็นชอบ ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติไม่ถึงสองในสามดังกล่าว ให้ถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบตามร่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑

เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคสอง

มาตรา๒๖๘

ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีผลใช้บังคับแล้ว

มาตรา๒๖๙

ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ โดยในการสรรหาและแต่งตั้งให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(ก) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗ จำนวนสองร้อยคนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒๖๘ ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันแล้วนำรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

(ข) ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา คัดเลือกบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมในอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและการปฏิรูปประเทศมีจำนวนไม่เกินสี่ร้อยคน ตามวิธีการที่คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภากำหนดแล้วนำรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่ช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดตาม (ก)

(ค) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกผู้ได้รับเลือกตาม (ก) จากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ได้จำนวนห้าสิบคน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจำนวนห้าสิบคนโดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และให้คัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาตาม (ข) ให้ได้จำนวนหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่คนรวมกับผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นสองร้อยห้าสิบคน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาตาม (ข) จำนวนห้าสิบคน ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒๖๘

(๒) มิให้นำความในมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะต้องห้าม (๖) ในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับสรรหาตาม (๑) (ข) และมิให้นำความในมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะต้องห้าม (๒) มาตรา ๑๘๔ (๑) และมาตรา ๑๘๕ มาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง

(๓) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาตินำรายชื่อบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกตาม (๑) (ค) จำนวนสองร้อยห้าสิบคนดังกล่าวขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป และให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

(๔) อายุของวุฒิสภาตามมาตรานี้มีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ถ้ามีตำแหน่งว่างลง ให้เลื่อนรายชื่อบุคคลตามลำดับในบัญชีสำรองตาม (๑) (ค) ขึ้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทน โดยให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ดำเนินการและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ สำหรับสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย และให้ดำเนินการเพื่อแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งแทน ให้สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่าง อยู่ในตำแหน่งเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

(๕) ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลในบัญชีรายชื่อสำรองขึ้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างตาม (๔) หรือเป็นกรณีที่ไม่มีรายชื่อบุคคลเหลืออยู่ในบัญชีสำรอง หรือไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

(๖) เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงตาม (๔) ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗ ต่อไป และให้นำความในมาตรา ๑๐๙ วรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา๒๗๐

นอกจากจะมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภาตามมาตรา ๒๖๙ มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน

ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบพร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของแต่ละสภา อาจเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้วินิจฉัย การยื่นคำร้องดังกล่าวต้องยื่นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วเสร็จ

เมื่อประธานรัฐสภาได้รับคำร้องตามวรรคสาม ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการร่วมซึ่งประกอบด้วยประธานวุฒิสภาเป็นประธาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง และประธานคณะกรรมาธิการสามัญคนหนึ่งซึ่งเลือกกันเองระหว่างประธานคณะกรรมาธิการสามัญในวุฒิสภาทุกคณะเป็นกรรมการ เพื่อวินิจฉัย

การวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมตามวรรคสี่ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมดังกล่าวให้เป็นที่สุด และให้ประธานรัฐสภาดำเนินการไปตามคำวินิจฉัยนั้น

มาตรา๒๗๑

ในวาระเริ่มแรกภายในอายุของวุฒิสภาตามมาตรา ๒๖๙ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๓๗ (๒) หรือ (๓) ให้กระทำโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นเกี่ยวกับ

(๑) การแก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ เฉพาะเมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดหรือไม่ต้องรับโทษ

(๒) ร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ว่ามีผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

มติของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา

มาตรา๒๗๒

ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้

มาตรา๒๗๓

ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา ๒๖๗ ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในระหว่างเวลาที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามมาตรา ๒๖๗ การพ้นจากตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา๒๗๔

ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นองค์กรตามมาตรา ๖๐ วรรคสาม และให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

มาตรา๒๗๕

ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีกฎหมายตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับ

มาตรา๒๗๖

ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระดำเนินการให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรา ๒๑๙ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่ง

ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ระยะเวลาหนึ่งปีตามวรรคหนึ่งให้นับแต่วันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นใหม่เข้ารับหน้าที่ และให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นใหม่ด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๗๗

นอกจากที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘ และมาตรา ๒๔๘ วรรคสาม ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘ และมาตรา ๒๔๘ วรรคสาม ให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง และคณะกรรมการอัยการ ที่มีอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง และคณะกรรมการอัยการตามมาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๘ และมาตรา ๒๔๘ วรรคสาม แล้วแต่กรณี ไปพลางก่อน

ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๒๔๘ วรรคสี่ ห้ามมิให้พนักงานอัยการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐในทำนองเดียวกันหรือดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์มุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

มาตรา๒๗๘

ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีกำหนดดำเนินการให้จัดทำร่างกฎหมายที่จำเป็นตามมาตรา ๕๘ มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓ ให้แล้วเสร็จและเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้น

ในกรณีที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ให้คณะรัฐมนตรีกำหนดระยะเวลาที่แต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน แต่ทั้งนี้เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินสองร้อยสี่สิบวันตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งไม่อาจดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้คณะรัฐมนตรีสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา๒๗๙

บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา ๒๖๕ วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คำสั่ง การกระทำตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำนั้น เป็นประกาศ คำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคำสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

ตัวบทจาก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ระบบฐานข้อมูลกฎหมาย (ฉบับปรับปรุงล่าสุด) ข้อมูล ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙ · ฉบับหลักตรวจเทียบกับราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก หน้า ๑ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐

ประวัติ

การประกาศใช้และการแก้ไขเพิ่มเติม

ผังการแก้ไขในฐานข้อมูลกฤษฎีกา ณ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙: ฉบับหลัก → ฉบับแก้ไข ครั้งที่ 1 → ฉบับปรับปรุงล่าสุด

  1. ตราไว้ ณ วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก หน้า ๑ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐

  2. ให้ไว้ ณ วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ · ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๖๔

    ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนที่ ๗๖ ก หน้า ๑ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

    มาตราที่แก้ไข: มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑

    สรุปสาระ (คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบท)
    • มาตรา ๘๓ สภาผู้แทนราษฎรยังมีสมาชิกห้าร้อยคน แต่เปลี่ยนจากแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสามร้อยห้าสิบคนกับบัญชีรายชื่อหนึ่งร้อยห้าสิบคน เป็นแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสี่ร้อยคนกับแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งร้อยคน และเพิ่มวรรคให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบละหนึ่งใบ
    • มาตรา ๘๖ ใช้จำนวนสี่ร้อยคน (แทนสามร้อยห้าสิบคน) เป็นฐานคำนวณจำนวนสมาชิกที่แต่ละจังหวัดพึงมี
    • มาตรา ๙๑ ยกเลิกวิธีคำนวณเดิม (๕ อนุมาตรา) และกำหนดให้คำนวณผู้ได้รับเลือกแบบบัญชีรายชื่อเป็นสัดส่วนโดยตรงกับคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับรวมกันทั้งประเทศ รายละเอียดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    • มาตรา ๖ ของฉบับแก้ไข (บทเฉพาะกาล) กำหนดว่ามาตราทั้งสามที่แก้ไขยังไม่ใช้บังคับจนกว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกภายหลังประกาศใช้

    เหตุผลอย่างเป็นทางการอยู่ใน “หมายเหตุ” ท้ายตัวบทฉบับแก้ไขด้านล่าง

    มาตรา ๘๓

    ถ้อยคำเดิม

    สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน ดังนี้

    (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยห้าสิบคน

    (๒) สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน

    ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่

    ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

    ถ้อยคำใหม่

    สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน

    การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ

    ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่

    ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

    มาตรา ๘๖

    ถ้อยคำเดิม

    การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

    (๑) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามร้อยห้าสิบคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

    (๒) จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

    (๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

    (๔) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตาม (๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสามร้อยห้าสิบคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (๓) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวนสามร้อยห้าสิบคน

    (๕) จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน

    ถ้อยคำใหม่

    การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

    (๑) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

    (๒) จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

    (๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

    (๔) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตาม (๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสี่ร้อยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (๓) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวนสี่ร้อยคน

    (๕) จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน

    มาตรา ๙๑

    ถ้อยคำเดิม

    การคำนวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

    (๑) นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

    (๒) นำผลลัพธ์ตาม (๑) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้

    (๓) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม (๒) ลบด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ

    (๔) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ให้พรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)

    (๕) เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดตายภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้มาคำนวณตาม (๑) และ (๒) ด้วย

    การนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน และการประกาศผลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ถ้อยคำใหม่

    การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

    หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ตัวบทฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับ (ตัวบททางการ)
    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๖๔

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ

    พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ให้ไว้ ณ วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔

    เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

    โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

    มาตรา ๑

    รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๖๔”

    มาตรา ๒

    รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

    มาตรา ๓

    ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

    “มาตรา ๘๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยคน

    การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ

    ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่

    ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่”

    มาตรา ๔

    ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

    “มาตรา ๘๖ การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังต่อไปนี้

    (๑) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสี่ร้อยคน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

    (๒) จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

    (๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน

    (๔) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตาม (๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบสี่ร้อยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (๓) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวนสี่ร้อยคน

    (๕) จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน”

    มาตรา ๕

    ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

    “มาตรา ๙๑ การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

    หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

    มาตรา ๖

    ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ มาใช้บังคับจนกว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

    ในระหว่างที่ยังมิให้นำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้มาใช้บังคับตามวรรคหนึ่ง ให้บทบัญญัติของมาตราดังกล่าวก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตราขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัตินั้นยังคงนำมาใช้บังคับต่อไป

    ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    นายกรัฐมนตรี

    หมายเหตุ : - เหตุผลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน มีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยห้าสิบคน สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนเป็นจำนวนที่ไม่สอดคล้องต่อจำนวนประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้ง หากมีการกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนสี่ร้อยคนก็จะทำให้การดูแลปัญหาของประชาชนมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการคำนวณคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อพรรคการเมืองและต้องเคารพหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน การให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ย่อมทำให้ประชาชนได้ใช้เจตจำนงในการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๖๔

อภิธานศัพท์ · ๒๙ คำ

คำศัพท์ที่ควรรู้

คำอธิบายโดยผู้จัดทำ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย รายการ “พบในมาตรา” คำนวณจากตัวบทโดยอัตโนมัติ

มาตรา

หน่วยหลักของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย แต่ละมาตรามีเลขกำกับเรียงตามลำดับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๒๗๙ มาตรา

วรรค

ย่อหน้าภายในมาตราเดียวกัน เรียกตามลำดับว่า วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม … เมื่อตัวบทอ้างถึง “วรรคหนึ่ง” โดยไม่ระบุเลขมาตรา โดยทั่วไปหมายถึงวรรคในมาตรานั้นเอง

อนุมาตรา

ข้อย่อยภายในมาตราที่มีเลขในวงเล็บกำกับ เช่น (๑) (๒) (๓)

หมวด และ ส่วน

การจัดกลุ่มมาตราตามเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ๑๖ หมวด บางหมวดแบ่งย่อยเป็นส่วน และมีบทเฉพาะกาลต่อท้าย

บทเฉพาะกาล

บทบัญญัติท้ายรัฐธรรมนูญที่ใช้กับช่วงเปลี่ยนผ่านหรือระยะเริ่มแรกหลังประกาศใช้ เช่น การให้องค์กรเดิมทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญนี้ หลายมาตรามีเงื่อนไขหรือระยะเวลาใช้บังคับกำหนดไว้ในตัว

บทเฉพาะกาล

ราชกิจจานุเบกษา

หนังสือของทางราชการที่ใช้ประกาศกฎหมายและประกาศต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ การใช้บังคับของกฎหมายมักผูกกับวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

พบในมาตรา ๒๐ ๖๕ ๘๑ ๑๐๒ ๑๐๓ ๑๐๕ ๑๐๗ ๑๔๖ และอีก ๕ มาตรา

พระราชบัญญัติ

กฎหมายที่จะตราขึ้นได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา (ดูมาตรา ๘๑)

พบในมาตรา ๘๑ ๘๕ ๙๑ ๙๓ ๙๕ ๑๐๗ ๑๐๘ ๑๒๘ และอีก ๔๗ มาตรา

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

กฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตราขึ้นเพื่อวางรายละเอียดของเรื่องสำคัญ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมือง และองค์กรอิสระ รายชื่ออยู่ในมาตรา ๑๓๐

พบในมาตรา ๘๑ ๘๕ ๙๑ ๙๓ ๙๕ ๑๐๗ ๑๐๘ ๑๒๘ และอีก ๒๒ มาตรา

พระราชกำหนด

กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน แล้วคณะรัฐมนตรีต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา (ดูมาตรา ๑๗๒)

พบในมาตรา ๑๗๒ ๑๗๓ ๑๗๔

พระราชกฤษฎีกา

กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย (มาตรา ๑๗๕) เช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา (มาตรา ๑๐๓)

พบในมาตรา ๑๕ ๑๐๒ ๑๐๓ ๑๐๕ ๑๐๗ ๑๒๒ ๑๗๕ ๑๘๓ และอีก ๑ มาตรา

การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

การที่รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐธรรมนูญกำหนดลงนามกำกับบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา หรือพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน (ดูมาตรา ๑๘๒)

พบในมาตรา ๑๑ ๑๖ ๒๐ ๑๐๖ ๑๒๓ ๑๒๖ ๑๕๘ ๑๘๒ และอีก ๒ มาตรา

คณะองคมนตรี

คณะบุคคลซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้ง มีหน้าที่ถวายความเห็นในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ (ดูมาตรา ๑๐)

พบในมาตรา ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๗ ๑๘ ๒๐ และอีก ๕ มาตรา

จอมทัพไทย

ตำแหน่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่ง (มาตรา ๘)

พบในมาตรา ๘

รัฐสภา

องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (มาตรา ๗๙) บทบัญญัติอยู่ในหมวด ๗

หมวด ๗

สภาผู้แทนราษฎร

สภาหนึ่งในรัฐสภา สมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ จำนวนตามมาตรา ๘๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔

วุฒิสภา

สภาหนึ่งในรัฐสภา องค์ประกอบและที่มาของสมาชิกอยู่ในมาตรา ๑๐๗ ส่วนวุฒิสภาในวาระเริ่มแรกมีบทเฉพาะกาลกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ (มาตรา ๒๖๙)

แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

วิธีเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยแบ่งพื้นที่เป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัครในเขตของตน วิธีกำหนดจำนวนและแบ่งเขตอยู่ในมาตรา ๘๖

พบในมาตรา ๘๓ ๘๕ ๘๗ ๙๐ ๙๓ ๙๔ ๙๗ ๑๐๕

แบบบัญชีรายชื่อ

วิธีเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมือง จำนวนผู้ได้รับเลือกของแต่ละพรรคคำนวณเป็นสัดส่วนกับคะแนนที่พรรคได้รับรวมกันทั้งประเทศ ตามมาตรา ๙๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๔

พบในมาตรา ๘๓ ๙๐ ๙๑ ๙๓ ๑๐๕ ๑๕๙ ๒๖๙ ๒๗๒

คณะรัฐมนตรี

องค์กรฝ่ายบริหาร ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นตามจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๕๘ บทบัญญัติอยู่ในหมวด ๘

หมวด ๘

ญัตติ

ข้อเสนอที่ยื่นต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้พิจารณาและลงมติ

พบในมาตรา ๑๒๘ ๑๔๑ ๑๔๔ ๑๕๑ ๑๕๒ ๑๕๔ ๒๕๖

การลงมติไม่ไว้วางใจ

กลไกที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ (ดูมาตรา ๑๕๑)

พบในมาตรา ๑๕๑ ๑๗๐

องค์ประชุม

จำนวนสมาชิกขั้นต่ำที่ต้องเข้าประชุมจึงจะเปิดประชุมและดำเนินการได้

พบในมาตรา ๑๒๐ ๑๒๘ ๑๓๗

การออกเสียงประชามติ

การให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรง ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด

พบในมาตรา ๕๐ ๑๖๖ ๒๒๔ ๒๒๗ ๒๕๖ ๒๕๘

ศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลที่มีหน้าที่และอำนาจตามหมวด ๑๑ เช่น พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย และปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ (ดูมาตรา ๒๑๐)

หมวด ๑๑

องค์กรอิสระ

องค์กรตามหมวด ๑๒ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

หมวด ๑๒

ยุทธศาสตร์ชาติ

เป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนที่รัฐพึงจัดให้มี เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน (ดูมาตรา ๖๕)

พบในมาตรา ๖๕ ๑๔๒ ๑๖๒ ๒๗๐ ๒๗๕

การปฏิรูปประเทศ

หมวด ๑๖ กำหนดเป้าหมายและด้านต่าง ๆ ของการปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการ

หมวด ๑๖

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์และวิธีการในหมวด ๑๕ เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …)” ดูรายการในส่วนประวัติการแก้ไข

หมวด ๑๕

ฉบับปรับปรุงล่าสุด

ตัวบทที่นำถ้อยคำจากฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับมารวมไว้ในตัวบทหลัก (consolidated text) เพื่อให้อ่านได้ต่อเนื่อง เว็บไซต์นี้ใช้ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำ การอ้างอิงเพื่อผลทางกฎหมายควรตรวจกับฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ที่มาและการตรวจสอบ

ตัวบทนี้มาจากไหน

แหล่งที่มา

การตรวจสอบ

  • ตรวจเทียบฉบับหลัก (พ.ศ. ๒๕๖๐) กับไฟล์ PDF จากราชกิจจานุเบกษาด้วยโปรแกรมแล้ว ตรงกันทุกตัวอักษร (๑๘๙,๕๒๗ ตัวอักษร ไม่นับช่องว่างและการขึ้นบรรทัด)
  • ฉบับหลักกับฉบับปรับปรุงล่าสุดต่างกันเฉพาะ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑ ซึ่งตรงกับมาตราที่ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมระบุว่า “ให้ยกเลิกความ … และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน”
  • ถ้อยคำใหม่ที่ยกมาในฉบับแก้ไขเพิ่มเติมตรงกับฉบับปรับปรุงล่าสุดทุกตัวอักษร
  • เลขมาตราครบ ๑–๒๗๙ เรียงตามลำดับ ทุกการอ้าง “มาตรา …” ในตัวบทเป็นลิงก์ไปยังมาตรานั้น

ลิขสิทธิ์

รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗ (๒) ส่วนการออกแบบ คำอธิบาย และโค้ดของเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นใหม่ ดูได้ที่ GitHub

ข้อควรทราบ

เว็บไซต์นี้ไม่ใช่เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ และไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากพบข้อผิดพลาด โปรดแจ้งผ่าน GitHub หากต้องการใช้อ้างอิงในทางกฎหมาย โปรดตรวจกับราชกิจจานุเบกษา